| Supisra 的个人资料Princess Onnie照片日志列表 | 帮助 |
|
6月29日 ミคุณยายผมดี่ที่สุดในโลกミ
6月24日 รักชาติ"...ถึงหนทางข้างหน้า จะว่างป่าว แดดจะเผา ผิวผ่องให้หมองไหม้ มีทั้งหุบเหว และเปลวไฟ ถ้าหวั่นใจ จะก้าวไปอย่างไรกัน..." 6月15日 คุณค่าของการมองกันในแง่ดีคุณค่าของการมองกันในแง่ดี
อ.ประณม ถาวรเวช
คุณเคยรู้สึกบ้างไหมว่า เวลาอยู่กับคนที่จ้องแต่จะตรวจสอบหรือจับผิดเรานั้น มันช่างวางตัววางใจได้ลำบากยากเย็น ผิดกับเวลาที่อยู่กับคนซึ่งไว้ใจกัน เป็นมิตรต่อกัน ไม่ว่าจะพูดคุยหรือทำงาน ก็จะรู้สึกปลอดโปร่ง ผ่อนคลายอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมองกันอย่างไร ร้ายหรือดี ทั้งหมดเป็นเรื่องของทัศนคติและอุปนิสัยที่ต้องได้รับการเอาใจใส่ ตรวจสอบ และแก้ไขปรับปรุงให้ดีกว่าเดิมเสมอ เพื่อความสุขในการอยู่ร่วมกัน และเพื่อพลังสร้างสรรค์ที่ข้องเกี่ยวกับกิจการงานและการดำเนินชีวิตด้วย ความหวาดระแวงเป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ และมันข้องเกี่ยวกับกลไกการป้องกันตัวเองด้วย สำหรับร่างกายและสมองที่ทำงานอย่างสัมพันธ์กันแล้ว ความหวาดระแวงเหมือนยาอย่างหนึ่ง ที่หากให้ในระดับอ่อนๆ หรือในระดับที่เหมาะสม กลไกการปกป้องตัวเองจะทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ แต่หากมีความหวาดระแวงมากเกินไป ก็เหมือนร่างกายและจิตใจได้รับยาพิษ ฤทธิ์ของมันรุนแรง ทำให้กลไกการปกป้องตัวเองมีสูงเกินความจำเป็น ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวล กลัว และจะต้องปกป้องตัวเองอยู่ตลอดเวลา คนที่มีความหวาดระแวงในระดับเข้มข้น จะเป็นคนที่ไว้ใจคนยาก ไม่ค่อยเชื่อใจใคร ทำอะไรก็มักจะลงมือทำเอง เพราะไม่เชื่อมือคนอื่น หากได้ลงมือทำด้วยตัวเองแล้ว จะสบายใจกว่า และหากไม่สามารถควบคุมระดับของความหวาดระแวงได้ เขาจะกลายเป็นคนที่จ้องจับผิดคนอื่น กลัวคนอื่นดีกว่าตัวเอง กลัวว่าตัวเองจะด้อยกว่าหรือพลาดโอกาสที่ดี จึงมีนิสัยชอบแข่งขันไปโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่บางครั้งอีกคนหนึ่งไม่รู้เลย ว่าถูกจับไปเป็นคู่แข่ง เราทุกคนมีหน้าที่เรียนรู้อารมณ์และจิตใจของตัวเอง เพื่อจะได้จับ ปรับ และเปลี่ยนแปลงมันได้อย่างทันท่วงที “จับ” หมายถึงรู้ความเคลื่อนไหวของอารมณ์ รู้ว่าเวลานี้อารมณ์บางอย่างก่อตัวขึ้นแล้ว เช่น อารมณ์โกรธ รัก เกลียด กลัว เบื่อ ไม่เชื่อ หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน คิดถึง ฯลฯ อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้ หากไม่รู้ตัวหรือจับไม่ติด โอกาสที่มันจะทวีความเข้มข้น หรือความรุนแรงขึ้นโดยอิสระก็มีมาก จนหลายครั้งเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์บางอย่างในตัวเราได้ และทำให้เรากลายเป็นทาสของอารมณ์ หากมันสั่งให้กรี๊ดในยามโกรธ เราก็กรี๊ดออกไปโดยอัตโนมัติ มันสั่งให้ต่อยหรือยิงในยามกลัว ก็สามารถทำได้ทันที มันสั่งให้ด่าเมื่อเกลียด ปากก็ด่าออกไปทั้งๆ ที่บางทียังไม่ทันคิดอะไรด้วยซ้ำ แต่อารมณ์ที่เราจับไม่อยู่ จับไม่ติดนั้น มันสั่งการโดยสัมปชัญญะของเราตามไม่ทัน นั่นคือมูลเหตุที่เราทุกคนต้องฝึกการมีสติ โยมีสัมปชัญญะ คือความรู้ตัวทั่วพร้อม คอยกำกับ เมื่อ “จับ” อารมณ์ทันแล้ว ก็อุ้มมันไว้ แล้วค่อยๆ ปรับมันให้โน้มเอียงไปในทางสร้างสรรค์หรือทางบวก อย่าปล่อยให้มันแผลงฤทธิ์หรือกำเริบไปในทางทำลาย เพราะอานุภาพของอารมณ์นั้น รุนแรงยิ่งกว่าพายุหรือปรมาณู เมื่อจับอยู่ ปรับได้ ต่อไปก็ฝึกที่จะเปลี่ยนแปลงมัน หรืออบรมมันให้ดี ให้รู้สึกก่อนที่จะทำอะไรลงไป ให้ดีงาม ให้สร้างสรรค์จนเป็นธรรมชาติ และไม่วกกลับไปในทางลบหรือทางทำลายอีก คนเราเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีใครเลวร้ายอยู่ชั่วนาตาปีหรอก ขอเพียงให้เขารู้ว่าเวลานี้เขาเป็นอย่างไร และมันมีผลดีผลเสียกับเขาอย่างไร แล้วสร้างแรงจูงใจหรือเหตุปัจจัยที่ทำให้อยากปรับเปลี่ยน เพื่อความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของชีวิตโดยรวม เชื่อว่าทุกคนจะสนใจและลงมือทำแน่ๆ พอเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ให้เราหมั่นทบทวนว่าทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่าง และทุกๆ คนนั้น มีสองด้านอยู่ในตัวเองเสมอ ด้านที่เราควรมองและควรแสดงออกให้มาก ก็คือด้านที่ดี การมองเห็นด้านที่ดีของกันและกัน ทำให้จิตใจของทั้งสองฝ่ายเปิดกว้าง จิตใจที่เปิดกว้างทำให้เกิดการยอมรับ รู้สึกว่าเป็นพวกเป็นเพื่อน ต่อไปแม้จะมีอะไรหนักนิดเบาหน่อย ก็ยังให้อภัยและให้โอกาสกันเสมอ ไม่ด่วนตัดสินแล้วรีบตัดรอน ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับการด่วนตัดสินกัน เพราะหากการตัดสินครั้งนั้นๆ ขาดข้อมูลความจริง ก็จะเป็นการตัดสินที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดผลเสียทั้งแก่ตัวเองและคนที่ถูกเราตัดสิน เราทุกคนต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดี โลกมีแง่ดีๆ ให้เรามองมากมาย มองเห็นให้ได้ มองหาให้เจอ เพื่อที่การอยู่ร่วมกันในทุกๆ วัน หรือการจะต้องติดต่อ พบปะ เจอะเจอ จะส่งผลต่อเนื่องในทางบวก คือพูดดีต่อกันได้ คิดดีต่อกันเสมอ และทำดีต่อกันอยู่ตลอดเวลา บ้านใด ออฟฟิศใด ชุมชนใด สังคมใดก็ตาม ที่คนคิดดี พูดดี และทำดีต่อกัน ที่แห่งนั้นจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ซึ่งเป็นสัญญาณของความผาสุก 3 บุคลิกภาพที่จะนำไปสู่ความคิดบวก เพื่อจะนำสู่การมองกันในแง่บวก บุคลิกภาพของแต่ละคนถือเป็นจุดตั้งต้นค่ะ บุคลิกภาพดีๆ ย่อมไม่ก่อความรู้สึกร้ายในแวบแรกที่เห็น ดังนั้น การกำหนดบุคลิกภาพ หรือการรู้จักวางตัวให้เกิดเครื่องหมายบวกในความรู้สึกของคนรอบข้าง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราทำได้ โดย 1.มีท่าทีที่ผ่าเผย เปิดกว้าง และเป็นมิตร ท่าทีที่ว่า ขอเจาะลึกเฉพาะอวัจนภาษา คือกิริยาที่เราไม่ได้พูด แต่มันสื่อความหมายบางประการออกไป เช่น การมอง หากมองด้วยหางตาก็จะสร้างความรู้สึกลบ แต่หากมองแบบเต็มๆ ด้วยประกายตาปกติ หรือเจือไปด้วยความเป็นมิตร ก็จะสร้างความรู้สึกที่ดีได้มากกว่า แต่ต้องไม่ใจการสบตาแบบจ้องหน้าหรือประสานสายตาแบบหาเรื่อง การเดิน หากเดินอย่างระวัดระวัง เห็นหัวคนอื่น เห็นว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย มีความสำรวมและนอบน้อมตามควร ก็จะก่อความรู้สึกที่ดีมากกว่าเดินเริด เชิด หยิ่ง และไม่เห็นหัวใคร เหล่านี้เป็นต้น ความผ่าเผยยังสะท้อนผ่านท่าทีที่เป็นมิตร พร้อมจะจะเปิดกว้าง ทำความรู้จักกับคนอื่นๆ หรือพร้อมที่จะเปิดใจรับเพื่อนใหม่ๆ ยิ้มแย้มแจ่มใจ และให้โอกาสเขาได้พูด คุย แสดงตัวตนของเขาตามสมควร ท่าทีอย่างดีสร้างมิตรที่ดีมากกว่าศัตรูที่ร้ายกาจแน่นอน 2.คิดก่อนพูด พูดแต่สิ่งที่สมควร คำพูดและกิริยาขณะพูด เป็นตัวกำหนดการถูกมองในแง่ดีและในแง่ร้ายเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าการแต่งเนื้อแต่งตัวของคุณจะดูดีแค่ไหน ประวัติชีวิตจะเลิศเลอปานใด แต่ทันทีที่พูด คุณก็จิกกัดเขา สร้างความต่ำต้อยอับอายให้เกิดแก่เขา ทุกสิ่งทุกอย่างในทางดีที่มีในตัวคุณก็จะมลายหายวับ กลายเป็นนางมารร้าย และหลังจากนั้น คุณจะถูกมองและถูกพูดถึงในทางร้ายไปอีกนานทีเดียว ฉะนั้น คิดก่อนพูด เพื่อไตร่ตรองว่าสิ่งนั้นควรพูดออกไปหรือไม่ ควรพูดอย่างไร ควรพูดเมื่อไหร่ คิดเสียให้เสร็จก่อน อย่าสนุก คะนองปาก หรือใช้ปากเป็นอาวุธโดยไม่จำเป็นหรือไม่ดูกาลเทศะ และต้องพูดอย่างสุภาพ ด้วยน้ำเสียงที่ดี น่าฟัง และไม่มีความหมายแฝงที่ต่างไปจากตัวคำพูดที่พูดออกไป กิริยาท่าทางขณะพูดก็ต้องผ่าเผย จริงใจ ไม่สื่อสารผ่านท่าทางแฝงด้วยเช่นกัน 3.จริงใจและไว้ใจ หมายถึงต้องมีความจริงใจต่อคนทุกคน และทำให้เขารู้สึกว่าคุณไว้ใจได้ หากผ่านความรู้สึกนี้มาได้แล้ว ต่อให้คุณมีน้ำเสียงอย่างไร ใช้คำพูดผิดไป หรือผิดพลาดในบางกาลเทศะ คุณก็ยังถูกมองอย่างดีอยู่เหมือนเดิม เพราะได้รับการให้อภัย ไม่เก็บเอาไปถือสาหรือด่าว่าลับหลัง เพราะโดยเนื้อแท้ คุณมีความจริงใจ ไม่ใช่คนประเภทหน้าไหว้หลังหลอก หรือปากอย่างใจอย่าง ข้อนี้ต้องผ่านกาลเวลาจนเกิดความเชื่อใจ ไม่ใช่ปุบปับก็จะรู้สึกได้เหมือน 2 ข้อ โดย โพสต์ทูเดย์ วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2551 CARROTS, EGG AND COFFEE -- Which one are you?CARROTS, EGG AND COFFEE -- Which one are you?
(คุณเป็นอย่างไหน ระหว่าง แครอท ไข่ กับกาแฟ) A carrot, an egg, and a cup of coffee...You will never look at a cup of Coffee the same way again. (หัวแครอท ไข่หนึ่งฟอง และกาแฟหนึ่งถ้วย...แล้วคุณจะไม่เห็นมันเป็นแค่กาแฟถ้วยนึงอีกต่อไป) A young woman went to her mother and told her about her life and how things were so hard for her. She did not know how she was going to make it and wanted to give up.
She was tired of fighting and struggling. It seemed as one problem was solved, a new one arose.
(สาวน้อยเข้าไปหาแม่ เธอเล่าให้แม่ฟังถึงชีวิตของเธอที่อะไรๆ ก็ดูยากไปเสียทั้งนั้น เธอไม่รู้จะเดินต่อไปอย่างไร เธอแค่อยากยอมแพ้ เธอไร้เรี่ยวแรงจะต่อสู้ ดูเหมือนทุกครั้งที่ปัญหาหนึ่งได้รับการแก้ไข อีกปัญหาหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอีก)
Her mother took her to the kitchen. She filled three pots with water and placed each on a high fire. Soon the pots came to boil. In the first she placed carrots, in the second she placed eggs,
and in the last she placed ground coffee beans. She let them sit and boil; without saying a word.
(แม่จูงลูกสาวเข้าไปในครัว จัดแจงรินน้ำลงในหม้อสามใบแล้วยกขึ้นไปต้มบนเตา ไม่นานนักน้ำก็เดือด แม่ใส่แครอทลงในหม้อใบแรก ...ใส่ไข่ลงในใบที่สอง และใส่เมล็ดกาแฟบดลงในหม้อใบสุดท้าย แม่ของหญิงสาวรอคอยโดยไม่พูดอะไรซักคำ )
In about 20 minutes she turned off the burners. She fished the Carrots out and placed them in a bowl. She pulled the eggs out and placed them in a bowl. Then she ladled the coffee out and placed it in a bowl.
Turning to her daughter, she asked, 'Tell me what you see.'
(ราวๆ 20 นาที แม่ปิดเตาแก๊ส ตักแครอทมาวางลงในชาม เธอทำเช่นเดียวกันกับไข่และเมล็ดกาแฟ แม่หันมาแล้วถามลูกสาวว่า “บอกแม่ซิว่าลูกเห็นอะไร” ) 'Carrots, eggs, and coffee,' she replied. (“แครอท ไข่ แล้วก็กาแฟไงคะแม่” ) Her mother brought her closer and asked her to feel the carrots. She did and noted that they were soft. The mother then asked the daughter to take an egg and break it. After pulling off the shell,
she observed the hard boiled egg.
(แม่เข้าไปใกล้มากกว่าเดิม แล้วบอกให้ลูกสาวลองสัมผัสแครอทดู ลูกสาวทำตาม เธอรู้สึกว่าแครอทพวกนั้นนิ่ม ต่อมาแม่บอกให้ลูกสาวหยิบไข่ขึ้นมาแล้วลองกระเทาะดู เธอทำตาม ปอกเปลือกไข่ และพบว่าไข่นั้นแข็งเป็นไข่ต้มสุก)
Finally, the mother asked the daughter to sip the coffee. The daughter smiled as she tasted its rich aroma. The daughter then asked, 'What does it mean, mother?'
(ท้ายสุด แม่ขอให้ลูกสาวลองจิบน้ำต้มกาแฟ หญิงสาวยิ้มขณะเธอลิ้มกรุ่นกลิ่นเข้มข้นของกาแฟ เธอถามแม่ “หมายความว่าอย่างไรคะแม่” )
Her mother explained that each of these objects had faced the same adversity: boiling water. Each reacted differently. The carrot went in strong, hard, and unrelenting.
However, after being subjected to the boiling water, it softened and became weak.
The egg had been fragile. Its thin outer shell had protected its liquid interior,
but after sitting through the boiling water, its inside became hardened.
The ground coffee beans were unique, however. After they were in the boiling water, they had changed the water.
(แม่อธิบายว่า แครอท ไข่ และกาแฟ ต่างก็ผ่านอุปสรรคอย่างเดียวกัน นั่นก็คือ น้ำต้มเดือด ซึ่งแต่ละอย่างแสดงปฏิกิริยาแตกต่างกันออกไป เริ่มแรกทีเดียวแครอทยังแข็งและคงอยู่ในสภาพเดิม
แต่เมื่อถูกต้มในน้ำเดือด มันกลับอ่อนปวกเปียก ส่วนไข่ก็รู้ๆ อยู่ว่าแสนจะเปราะบาง
เปลือกบางๆ ของมันทำหน้าที่ปกป้องของเหลวด้านใน แต่เมื่อนำไปต้มในน้ำเดือด
ของเหลวของไข่ก็แปรสภาพเป็นของแข็ง ส่วนเมล็ดกาแฟบดนั้นมีคุณสมบัติพิเศษ
เมื่อนำไปต้มในน้ำเดือด พวกมันกลับเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำ )
'Which are you?' she asked her daughter. 'When adversity knocks on your door, how do you respond? Are you a carrot, an egg or a coffee bean?
(“หนูล่ะ เป็นอย่างไหน” แม่ถามลูกสาว “ลูกจะทำอย่างไร เวลามีอุปสรรคเข้ามาในชีวิต ลูกจะเป็นแครอท ไข่ หรือว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟ” ) Think of this: Which am I? Am I the carrot that seems strong, but with pain and adversity do I wilt and become soft and lose my strength? (น่าคิดนะ ฉันจะเป็นแบบไหนกัน จะเป็นเหมือนแครอทที่ตอนต้นก็ดูจะแข็งแรงอยู่ แต่เมื่อเจออุปสรรคขวากหนามและความเจ็บปวด ความเข้มแข็งของฉันกลับมลายหายไปเหลือแต่ความอ่อนแอ )
Am I the egg that starts with a malleable heart, but changes with the heat? Did I have a fluid spirit, but after a death, a breakup, a financial hardship or some other trial,
have I become hardened and stiff? Does my shell look the same,
but on the inside am I bitter and tough with a stiff spirit and hardened heart?
(หรือว่าฉันจะเป็นเหมือนไข่ที่มีจิตใจอ่อนโยน แต่กลับเปลี่ยนตัวเองไปได้เมื่อโดนความร้อน ใช่หรือเปล่า...ที่ฉันเคยเป็นอะไรก็ได้ แต่พอความตาย การเลิกรา ความยากจน หรือ ความยากลำบากมาเยือน
ฉันกลายเป็นคนแข็งกระด้าง เย็นชา เปลือกนอกของฉันดูเหมือนเปราะบางแตกง่าย
แต่ทว่าข้างในของฉัน...เต็มไปด้วยความทุกข์สาหัสจากการที่มีหัวใจแข็งและด้านชา
Or am I like the coffee bean? The bean actually changes the hot water, the very circumstance that brings the pain. When the water gets hot, it releases the fragrance and flavor.
If you are like the bean, when things are at their worst, you get better and change the situation around you.
(หรือว่าฉันจะมีคุณสมบัติเหมือนเมล็ดกาแฟ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำร้อน แม้ว่าตัวเองจะตกในอยู่ในภาวะจนตรอก เมื่อน้ำเดือด เจ้าเมล็ดกาแฟก็ส่งกลิ่นหอมพร้อมกับรสชาติของมันออกมาพร้อมๆ กัน
และถ้าคุณเป็นแบบเดียวกับมัน เมื่อใดที่คุณตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย คุณจะปรับตัวเองให้มีคุณสมบัติดีขึ้น
และยังจะสามารถเปลี่ยนสถานการณ์รอบตัวคุณได้ )
When the hour is the darkest and trials are their greatest do you elevate yourself to another level? How do you handle adversity? Are you a carrot, an egg or a coffee bean?
(ท่ามกลางความมืดมิดและความเลวร้ายที่สุด คุณสามารถดันตัวเองขึ้นไปอีกระดับได้หรือเปล่า คุณจัดการกับปัญหาของคุณอย่างไร คุณคิดว่าตัวเองเป็นเฉกเช่นแครอท ไข่ หรือว่าเมล็ดกาแฟ )
May you have enough happiness to make you sweet, enough trials to make you strong, enough sorrow to keep you human and enough hope to make you happy.
(ขอให้คุณมีความสุขพอเพียงที่จะทำให้คุณงดงามสดใส ความลำบาก...ที่พอจะทำให้คุณเข้มแข็ง ความเสียใจที่กำลังดีที่จะช่วยให้คุณเป็นมนุษย์ และความหวังที่พอจะทำให้คุณมีความสุข )
May we all be COFFEE!!!!!!! ขอให้พวกเราเป็นดั่งเมล็ดกาแฟ!!!!!!! [แปล: tootookiki] ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจากพี่ตุ๊ด บก.NJ ค่ะ End of Lifeミ ตาย ミ
" เมื่อตอนเช้าเคล้าชื่นระรื่นรส
พอสายหมดลมลับลงดับขันธ์ เมื่อตอนสายได้สนุกสุดสุขครัน พอบ่ายพลันชีวาตม์ลงขาดรอน เมื่อตอนบ่ายรายล้อมพร้อมหน้าญาติ พอเย็นขาดชีวาลงคาหมอน เมื่อตอนเย็นเล่นสนุกไม่ทุกข์ร้อน พอค่ำมรณ์ม้วยมิดอนิจจัง " คำกลอนนี้เป็นบันทึกความจำ ซึ่งข้าพเจ้าลืมชื่อผู้เขียนและหนังสือเล่มนั้นเสียแล้ว เพราะเวลาล่วงเลยมานาน ปรกติข้าพเจ้าเป็นคนลืมเก่ง จนกลายเป็นคนเจริญยากคนหนึ่ง
แต่สำหรับสิ่งที่ถูกใจแล้ว ข้าพเจ้าก็ลืมยากเหมือนกัน เช่น คำกลอนที่เขียนไว้ข้างบนนี้
ความตายเป็นสถานีสุดท้ายของชีวิต มีท่านผู้รู้ได้นิยามชีวิตไว้ว่า “ชีวิตคือความเปลี่ยนแปลง ความตายคือที่สุดของความเปลี่ยนแปลง” เป็นสภาวะหรือธรรมชาติที่ไม่เคยรับฟังคำวิงวอนหรือขู่ตวาดของใครๆ เหมือนตะวันตก ก็คือที่สุดของตะวันออก.....
ไม่มีศาสดา ผู้วิเศษคนใดจะใช้อำนาจความวิเศษของตนเปลี่ยนแปลงกฎของธรรมชาติให้โลกมีกลางวันตลอดกาลได้
“ตะวันขึ้นแล้วก็ตก ชีวิตเกิดแล้วก็ตาย” ตะวันขึ้นแล้วก็ตก คนเราได้เห็นจำเจอยู่ทุกวัน ไม่เคยรู้สึกประหลาดใจ ทั้งๆ ที่เห็นว่ากลางวันมีค่ากว่ากลางคืน เราต่างก็มีจิตใจปรกติต่ออาการของดวงตะวันขึ้น – ตก อยู่ทุกวัน
การขึ้น – ตกของดวงตะวัน ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเสียใจอย่างไรเลย
ส่วนอาการของชีวิตเกิดแล้วก็ตายนี้ เราส่วนมากมิอาจจะรักษาใจให้เป็นปกติได้
เพราะอะไร ? การที่เราไม่ตกใจ เสียใจ ที่เห็นดวงตะวันตกดินก็น่าจะด้วยเหตุ ๒ ประการ ๑. เห็นทุกวัน
๒. ช่วงเวลาขึ้นตกของตะวันเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ
(กลางวัน ๑๒ ชั่วโมง กลางคืน ๑๒ ชั่วโมง)
การเห็นทุกวันนั้นย่อมทำให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา
หลักสูตรการศึกษาซึ่งมีวิชาการหลายแขนง ก็ล้วนแต่มีความมุ่งหมายที่จะเข้าถึง “ธรรมดา” อันเป็นแก่นแห่งวิชาการนั้นๆ การเรียนจึงต้องอาศัยการทำบ่อยๆ เพื่อให้ใจเข้าถึง “ธรรมดา”
อันเป็นหลักวิชาการแต่ละแขนง พอถึงแก่นแห่งวิชาแล้วก็เกิดเป็นปรกติภาพ คือ สงบ
เพราะเห็นหลักธรรมดาแล้วนั่นเอง ฉะนั้น การเห็นบ่อยๆ รู้บ่อยๆ จึงมีประโยชน์มาก
ในอาการของชีวิตเกิดแล้วตายซึ่งเป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง ก็น่าที่คนเราจะรักษาปรกติภาพไว้ได้เพราะมีให้ดูเป็นประจำ เห็นการเกิดการตายกันอยู่เสมอ แต่ก็หาได้รักษาปรกติของจิตใจไว้ได้ไม่
กลับเห็นว่าเป็นเรื่องผิดปรกติ เป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายทารุณต่อจิตใจที่สุด
แม้เห็นคนตายที่ห่างออกไป คือคนอื่นที่ไม่รู้จักกันก็อดที่จะเศร้าสลดใจไม่ได้ ซ้ำยิ่งคนใกล้ชิดกับเราด้วยแล้วก็เหมือนกับหัวจิตหัวใจเราได้สลายลงไป
การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนเราไม่ยอมคุ้นเคยกับความตาย เหมือนกับคุ้นต่อการตกของดวงตะวัน
เห็นว่าความตายเป็นแขกแปลกหน้าอยู่เสมอ แม้แต่การจะพูดถึงมัน
หากพูดผิดกาลเทศะก็เหมาว่าเป็นคนปากเสีย เราพยายามนักหนาที่ลืมตายกัน
พยายามลืมในสิ่งที่จำต้องประสบ
แต่แล้วผลของการฝึกฝนพยายามเช่นนั้นช่วยอะไรเราได้บ้าง ? เมื่อมรณะสมัยผ่านมาถึงเราจริงๆ ค่าที่เราไม่เคยตระเตรียมรอคอยต้อนรับ
ก็ทำให้เราเสียขวัญ ร้องไห้ เอาเถอะ น้ำตาแม้จะเป็นเครื่องหมายแห่งความโง่ที่ไม่ยอมรับรู้ความจริงในธรรมชาติ
แต่มันมีความหมายพิเศษแฝงอยู่อย่างหนึ่งคือ เป็นเครื่องวัดเครื่องประมาณความดีของผู้ตาย
พ่อแม่น้ำตาซึมไหลด้วยความรันทดเมื่อมองเห็นศพลูก เพราะคุณค่าของความเป็นพ่อแม่เป็นลูกนี้ มันมีความหมายลึกซึ้งอย่างยากที่จะช่วยกันกลั้นน้ำตาได้
ในสมัยเช่นนี้ถ้าใครถือว่าใจแข็งปลงตก บางทีก็เสียคน ถูกหาว่าเป็นคนใจดำ
ฉะนั้นน้ำตาแม้จะเป็นเครื่องหมายแห่งความโง่ แต่การร้องไห้ก็ไม่ใช่ความผิด ถ้าเป็นไปได้ การไม่ยอมร้องไห้ด้วยอำนาจที่เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเห็นตะวันตกดิน แม้คนจะประณามว่าใจดำ
ก็ยังมีความปลอดภัยมากกว่าร้องไห้เพราะความโง่ คนฉลาด เห็นการตายเป็นการสูญเสียครั้งเดียว
แต่คนโง่ต้องสูญเสียร่ำไป เหมือนคำของปราชญ์ที่ว่า “คนกล้าตายครั้งเดียว คนขี้ขลาดตายหลายครั้ง” พระพุทธเจ้าสงสารพวกเรา เกรงว่าพวกเราจะตายซ้ำตายซากกัน แล้วก็ต้องทนทุกข์ทรมานกันอยู่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น จึงสอนให้หมั่นนึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เพื่อให้คุ้นกับความตายจะได้รักษาใจให้เป็นปกติเมื่อความตายมาถึง โดยให้เจริญ “มรณัสสติกรรมฐาน”
พวกเราอย่าพยายามลืมตายกันเลย จงแบ่งเวลาในวันหนึ่งรำลึกถึงความตายด้วยความมุ่งหมายดังพระพุทธเจ้าตรัสไว้บ้าง จะได้สร่างเมาและใช้ชีวิตให้มีค่า หาไม่แล้วเมื่อลูกตาย เมียตาย พ่อตาย แม่ตาย ฯลฯ ก็จะเฝ้าแต่ฝังตัวเองอยู่ในความเศร้า
เหมือนเรื่องราว เคยมีคหบดีผู้หนึ่ง เมื่อบุตรชายตายนำไปฝังที่สุสาน ทุกเวลาสายัณห์เย็น จะต้องมานั่งร้องไห้รำพรรณที่ศพลูก จนไม่มีเวลาจะพบสายลมแสงแดดที่น่าพิสมัยของโลกได้
วันหนึ่งเมื่อจากบ้านมาถึงสุสานยังไม่ทันร้องไห้ เหลือบตาเห็นเด็กคนหนึ่งมาชิงร้องไห้ก่อน
ก็เลยลืมคิดที่จะร้องแข่งกับเด็ก จึงเข้าไปถามเด็กว่าร้องไห้ทำไม
เด็กคนนั้นตอบว่า “ฉันต่อเรือนรถไว้อย่างสวยงามแต่ยังขาดล้อ ที่ร้องไห้ก็เพราะปรารถนาจะได้ล้อรถ” คหบดีจึงถามว่า “ล้อรถที่ไหนล่ะที่เจ้าอยากได้น่ะ !” เด็กตอบว่า “เรือนรถที่ต่อไว้นั้นสวยงามมาก จนไม่ควรจะใช้ล้อที่สร้างจากวัตถุของโลกนี้ เห็นสมควรอยู่ก็แต่พระอาทิตย์กับพระจันทร์เท่านั้น ฉันอยากได้พระอาทิตย์กับพระจันทร์มาทำล้อรถ”
คหบดีฟังแล้วก็ประณามเด็กทารกคนนั้นว่า “เจ้านี่จะบ้าหรือ ? ที่มาร้องไห้เอาพระอาทิตย์พระจันทร์ สิ่งนั้นมันสูงเกินนัก ไม่มีใครหรอกจะได้สิ่งที่สูงสุดนั้นมาครองเป็นสิทธิได้”
เด็กนั้นก็ย้อนตอบว่า “ช่างฉันเถอะ ! ถึงฉันจะบ้าบอ แต่ขอให้รู้ไว้ว่าการบ้าเพราะร้องไห้จะเอาในสิ่งที่สูงถือเอาไม่ได้ก็ยังมองเห็น คงจะบ้าน้อยกว่าคนที่ร้องไห้จะเอาในสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ร้องไห้จะให้คนที่รักซึ่งตายไปกลับฟื้นขึ้นมา”
คหบดีได้คิด นับแต่นั้นก็เลิกมาป่าช้า เลิกฝังชีวิตไว้กับความเศร้าที่เปล่าประโยชน์ ทำไมหนอ เราจึงจะได้คิดกันอย่างท่านคหบดีผู้นี้บ้าง เพราะจะช่วยให้มีชีวิตอยู่อย่างไม่ขาดทุน
“การนึกถึงความตายสบายนัก มันหักรักหักหลงในสงสาร บรรเทามืดโมหันธ์อันธการ ทำให้หาญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ” ฝึกใจให้คุ้นกับความตายเข้าไว้ แล้วจะได้ไม่ต้องตายทั้งเป็น
อีกประการหนึ่ง การเห็นอาการขึ้นลงของดวงตะวันซึ่งเป็นไปอย่างมีช่วงเวลาสม่ำเสมอ เป็นธรรมชาติที่รักษาใจคนให้เป็นปรกติได้ไม่หวั่นไหวกับการตกของดวงตะวัน
และรู้จักการตระเตรียมประกอบกิจการงานให้เหมาะแก่เวลา เช้า สาย บ่าย เย็น จะทำงานอะไร ต่างก็ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้
การเคลื่อนคล้อยของดวงตะวันที่คงเส้นคงวา ทำให้คนไม่สู้วิตกกังวลเกิดทุกข์ร้อนอย่างใดๆ ส่วนการเคลื่อนคลานของชีวิตหาได้มีความแน่นอนไม่ ผู้ใหญ่จะต้องตายก่อนเด็ก หรือเด็กจะต้องตายก่อน
พ่อแม่จะตายก่อน หรือลูกจะไปก่อน เพราะอนิมิตฺตมนญฺญษตํ มจฺจานํ อิธชีวิตํ ความตายย่อมไม่มีนิมิตเครื่องหมายบอกให้รู้ได้
เป็นหน้าที่ของคนต่างหากที่ควรจะเตรียมตัวต้อนรับมันเสมอ อย่าให้มันมาถึงโดยที่ไม่เตรียมตัว เดี๋ยวจะต้องจรจากชีวิต เหมือนคนเดินทางที่กะทันหันไม่ทันจะเตรียมจัดเสบียง
ข้าพเจ้าปรารถนาจะให้ผู้อ่านสนใจคำกลอนที่บันทึกไว้แต่ต้นด้วย เพราะเป็นทางเดียวที่จะช่วยให้คิดถึงความตายอย่างมีสติสัมปชัญญะขึ้นบ้าง
ที่มา: โดย หลวงตาแพรเยื่อไม้
จัดพิมพ์โดย ธรรมสภา ... บทความนี้ออนเพิ่งอ่านเจอหลังจากที่ปู่ตายได้สามชั่วโมง กำลังนั่งทำงานอยู่เมื่อวันพฤหัสที่แล้ว แอบแปลกใจเหมือนกัน
ว่าทำไมวันนี้หัวเราะได้ทั้งวัน ตั้งแต่เช้ามีเรื่องให้ขำตลอด
จนตัวเองยังอดแปลกใจไม่ได้ เพราะเคยได้ยินเค้าพูดกันว่า
หากหัวเราะมากๆวันไหน เดี๋ยวมันจะมีเรื่องเศร้าตามมา
แล้วมันก็มาจริงๆ
ตกบ่ายแม่โทรมาบอกว่าปู่อาการหนัก เป็นมะเร็งในลำไส้
บ่ายสามอาบอกว่าปู่มีโอกาสรอดแค่ 40%
วันนี้มันวันห่าอะไรกันเนี่ย อยากจะบ้าตาย
แต่ยังไงออนก็ยังแอบหวังว่าไอ้สี่สิบเปอร์เซ็นต์นั้น
มันก็คือโอกาสที่ปู่จะอยู่ ยังไงก็ไม่ใช่ศูนย์
แต่ตอนนั้นใจมันก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวละ
ทำงานอะไรก็พลาดตลอด เลยตัดสินใจโทรหาน้อง
แต่คำตอบที่ได้คือกำลังรออาคนที่สองมาถอดสายออกซิเจน
เพราะหมอบอกว่าปู่ไม่ไหวแน่ๆแล้ว
ทีนี้น้ำตาจากไหนก็ไม่รู้ มันไหลลงมาแบบไม่ทันตั้งตัว
งานก็ต้องส่ง แต่สมองมันไม่ไหวแล้ว เลยปล่อยให้มันไหล
ให้พอใจ โชคดีที่อยู่คนเดียว เลยไม่อายใคร
ประมาณบ่ายสามบ่ายสี่โมง น้องโทรมาบอกว่า
..."เจ้ ปู่ไปอยู่กับย่าแล้วนะ"...
เพิ่งเคยรู้ว่าน้ำตาคนเรามันคงมีมากมายมหาศาล
เพราะมันไหลได้ไม่หยุดติดต่อกันเป็นชั่วโมงๆ
เมื่อนั่งทำงานไม่ได้ นั่งเฉยๆก็ไม่ได้เพราะ
จิตมันฟุ้งซ่านเกินไป เลยนั่งอ่านธรรมมะเรื่อยเปื่อย
เผื่อมันจะทำให้ใจสงบลงได้
แล้วก็พบบทความนี้ อ่านจบแล้วรู้สึกประทับใจมากๆ
มันทำให้ออนคิดได้...
สำหรับบางคน ความตาย คือธรรมดาโลก
ที่คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายทุกคน
แต่สำหรับออน การที่คนที่เรารักจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
มันเป็นสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดในโลก การให้เวลาเศร้าเสียใจกับเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องปกติ
ทำไมน่ะเหรอ เพราะออนโตมากับครอบครัวที่อบอุ่นมากๆ
เป็นครอบครัวใหญ่ที่มีพ่อแม่ปู่ย่าตายายอยู่กันพร้อมหน้า
ญาติพี่น้องก็อยู่กันใกล้ๆ ไปมาหาสู่กัยสบายๆไม่ได้ขาด
แต่พอมาวันหนึ่งต้องขาดสมาชิกคนใดคนหนึ่งไป
จะให้มานั่งทำใจว่ามันเป็นเรื่องปกติของชีวิตมนุษย์นั้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
ออนตั้งใจสุดชีวิตที่จะทำตัวให้ครอบครัวของออนภูมิใจ
ตั้งใจที่จะเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพราะรู้ว่ามันจะทำให้พวกท่านดีใจและภูมิใจขนาดไหน
แต่แล้วตอนนี้ ออนกำลังรู้สึกว่า สิ่งที่ออนเข้าใจนั้น
มันอาจไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ซะทีเดียว
การมัวแต่เรียน เรียน แล้วก็เรียน
มันทำให้เวลาที่ออนจะได้อยู่ใกล้ชิดท่านนั้น
มันหดลดน้อยลงทุกที
ออนเรียนจบมัธยมปลาย ย่าก็ไปสวรรค์
ออนเรียนจบ ป. ตรี ยายที่ออนรักที่สุดในโลกก็ไปสวรรค์
ออนเรียนจบ ป. โท ปู่ก็ดันมาตามย่าไปซะอีก
ออนรู้สึว่า แล้ววันนี้ออนจะเรียนสูงๆไปทำไม
ในเมื่อคนที่ออนอยากให้อยู่รอชื่นชม
ท่านได้จากไปทีละคน
ตอนนี้ออนสับสนมากๆ อยากไปไกลๆสซักพักให้หายบ้า
เฮ่อ...ทำมันการใช้ชีวิตมันถึงได้เหนื่อยมากมายขนาดนี้น๊า |
|
|