Supisra 的个人资料Princess Onnie照片日志列表 工具 帮助

日志


11月15日

สำหรับคนเกิด ปี 2514-2525

สำหรับคนเกิด ปี 2514-2525


1. คุณเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้เล่น มอญซ่อนผ้า กระโดดยาง รีรีข้าวสาร เป่ากบ ฯลฯ โดยไม่ต้องไปหาดูตามงานวัด หรืองานแสดงศิลปวัฒนธรรม

2. คุณเกิดมาร้องเพลงขอมอบดอกไม้ใสสวนได้ทัน ในยุคที่พี่แจ้ นกแล นิธิทัศน์ ยังดังและเมื่อโตขึ้น คุณก็ยังไม่แก่เกินไปที่จะฟังดีทูบี

3. คุณได้เห็นคาราบาวยุคก่อนประวัติศาสตร์ เฟื่องฟู และถอยลง

4. คุณได้เห็น ก๊อต จักรพันธ์ (คนเดียวกับ เจ้าชายลูกทุ่ง) ยังร้องเพลงสตริงวัยรุ่น และคณะวงดนตรีชื่อดังอย่าง แอ๊ด เทวดา

5. คุณเกิดมาทันพอดีในยุคที่รองเท้าและถุงเท้านักเรียนแลกซื้อของเล่น (หลอกเด็ก) และหลังจากหมดยุคคุณ มันก็ไม่ทำมาหลอกเด็กเลย

6. คุณโตมาพร้อมกับ โงกุน ดราก้อนบอล มันออกฉายทีวีครั้งแรก ปี 2529 -2538 หนังสือการ์ตูน อัพเดท ทุกสัปดาห์ มีพิมพ์ทุกสำนักไม่มีการดองเพราะยังไม่มีลิขสิทธิ์ อ่านแล้วไปดูช่อง 9 อีกยังมันส์ ถามเด็กผู้ชายยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักพลังคลื่นเต่า กินเวลา 10 กว่าปีถึงจะจบ (แต่เด็กรุ่นใหม่ใช้เวลาอ่านแค่วันเดียว)

7. สุดยอดแห่งการ์ตูนก็มีในยุคนี้เช่น เซ็นเซย่า เจ็ทแมน จีบัน เกียบัน ชาลีบัน ซึบาสะ นายมดแดง อุลตร้าแมน เซเลอร์มูน รันม่า ฯลฯ มันก็เข้ามาฉายตอนอยู่อนุบาล - ประถมแล้วพอขึ้นชั้นมัธยมมันก็ค่อยๆหายไป

8. คุณเกิดมาทันพอดี กับช่วงเกมกด วีดีเกม คอนตร้า มาริโอ พอโตขึ้น ก็ยังไม่แก่เกินไปที่จะเล่น play station และทามาก๊อตจิ ขึ้นๆ ลงๆ ซ้ายขวา เอบี ซีเลค สตารท์ สูตรสามสิบตัวเลย คอนทร้า มาริโอ่เก็บเห็ดอย่างเดียว ส่วนplay station ก็วินนิ่งเลย

9. ในช่วงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น คุณก็โตมาพร้อมกับอาร์เอส ยุคที่นักร้องอายุไล่เลี่ยกับคุณ ออกเทปกันให้ควั่ก และคุณยังได้เห็นตำนานร็อค หรั่ง หินเหล็กไฟ เสือ อิทธิ ไฮร็อค ล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา หลังการเข้ามาของ เต๋า ทัช บอยสเก๊าท์ แก๊งใจง่าย หลังจากนั้นก็เป็นยุคทองของอาร์เอส โดยแท้จริง แต่นั่นมันอดีต

10. หนังไทยทำมาตามวัยของคุณ แล้วมันก็มีเยอะจริงๆ อนึ่งคิดถึงฯ น้ำเต้าหู้กับครูระเบียบ ปีหนึ่งเพื่อนกัน กระโปรงบานขาสั้น ม.6/2 ห้องครู วารี
โลกทั้งใบให้นายคนเดียว เด็กเสเพล พอคุณโตเข้าหน่อยก็มีหนังอย่าง โอเนกาทีฟ จักรยานสีแดง แล้วที่ทำมาโดนใจคนยุคนี้จริงๆ อย่างหนังระลึกชาติ แฟนฉัน และเรื่องอื่นๆ จนถึงปัจจุบัน

11. คุณได้ซึมซับอารมณ์ และบรรยากาศของการเข้าฉายครั้งแรก ของสุดยอดหนังตื่นตา ตื่นใจยุคนั้นอย่าง terminater2 Jurassic park speed เร็วกว่านรก

12. รองเท้าแตะในตำนานอย่ง scholl สกอลล์ ก็มาฮิตที่สุดในยุคคุณนี่แหระใส่กันทั่วบ้านทั่วเมือง (ร้อยละ 70 ของเด็กวัยรุ่นในยุคนั่นโดนขโมยแต๊บมาแล้ว)

13. คุณเกิดมาทัน ได้ดูลิเวอร์พูลยุคล่าอาณานิคมยุค 80 และตกเป็นขึ้น ยุค 90 จนถึงปัจจุบัน

14. ตอนมัธยมสิ่งที่ทำให้คุณบ้าบาสเกตบอลเพราะชิคาโก้บูล ร็อตแมน โอนีล ทิพเพน จอร์แดน และการ์ตูน แสลมดังค์

15. มีหมากฝรั่งบุหรี่ด้วย อิอิ กินแล้วโดนดุประจำ

16. เรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์

17. ดู ดาวพระศุกร์ สายโลหิต เวอร์ชั่น ศรราม สุวนันท์

18. 10 ปีที่แล้วเจ้าขุนทองเป็นยังไง 10 ปีให้หลังเจ้าขุนทองก็ยังอยู่ และมันไม่แก่ขึ้นเลยหง่ะ

19. คุณได้เห็นยุคที่นักฟุตบอลไทยยังเป็น Dream Team จนปัจจุบันกลายเป็นฝันค้างแระ

20. 3 หนุ่ม 3 มุม กบ แท่ง มอส ตอนนี้ก็ยังทันดู บางรัก ซอย 9 บ้านนี้มีรัก

21. Packlink 1145 ใช้ส่งข้อความ เป็นไรที่วัยรุ่น hit hot มากก

22. ยุคเฟื่องฟูสุดขีด ของวง ไมโคร อารมณ์ 'ขอมือ ขวา หน่อยคร๊าบ'

23. แผ่นซีดี ยังราคา 250 บาท ทั้ง Grammy และ RS

24. เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ฉายแล้วฉายอีก ไม่รู้ ทำไม เจ้าพ่อ มันออกลูกดก เหลือเกิน... ดนตรีเปิดตัว มาพร้อมกับ ท่า เดิน อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมชุดสูท สวมหมวก เท่จริงๆๆ

25. หนังจีน...เล่นไพ่ โคตรสารพัดเทคนิค ในการโกง คนตัดคน ภาค 1 2 3 พระเอกต้องโง่ก่อน แล้วมาเก่งสุดๆ ได้อาจารย์ ที่เก่งกว่า ตัวโกง...ถูกโกง แล้วมาถ่ายทอดฝีมือ โคตรเซียน ให้ลูกศิษย์

26. หนังจีน ทุกเรื่องมีประโยคฮิต ' ใครฆ่า ท่านพ่อ...ท่านแม่...อาจารย์ ' ' แก้แค้น 10 ปีก็ไม่สาย ' ' บุญคุณต้องทดแทนความแค้นต้องชำระ ' ' ข้าน้อยมีตา หามีแววไม่ '

27. ทำบัตรประชาชน มีออกใบเหลือง อีกสามเดือน มารับ รูปที่ได้ มาติดบัตร ใช่เรารึนี่ 555

28. ไม่มีรายการ ' ถึงลูก ถึงคน ' เจอแต่ ' มาตามนัด' 'ฝันที่เป็นจริง แจกรถเข็ญ อิอิ ' ' ตาวิเศษ เห็นนะ '

29. เขาทราย ดิเก่งที่สุด ดูต่อยมวยทีไร ชนะทุกที ถนนนี้เงียบเป็นป่าช้า

30. ได้กินไอติมแท่งตราจรวดแถวบ้าน นอกจากนั้นยังได้กินไอติม ถั่วดำ เผือก ระกำ ตราหมีแพนด้า ด้วย แท่งละกี่บาท จำบ่อได้

31. ได้เรียนรู้พร้อมกับ มานี มานะ ปิติ วีระ เพชร ชูใจ จันทร ฯลฯ เจ้าแก่ สีเทา ด้วย

32. ได้ทันอ่านศีธนนท์ชัยกับความเจ้าเล่ห์แกมโกงของเขา

33. ได้เล่น game boys ตั้งแต่เวอร์ชั่นแรก จนปัจจุบันอันเล็ก

34. ทันดูการ์ตูนช่อง 7 เรื่องสุดสาคร กับม้านิลมังกร ละครแต่ละเรื่องก็จมีไป 3 เดือน กว่าจะจบ ยืดแล้วยืออีก ไม่รู้ว่าจะยืดไปถึงไหน

35. หนูดีมีเรื่องเล่า ที่เป็นเด็กหัวโตๆ อ่า ทันกันป่าวคับ

36. หนังจักรๆ วงศ์ๆ อย่าง ดินน้ำลมไฟ ที่เด็กๆ เอาคทา ตรี มาเล่นกันเกราะเพชรเจ็ดสี เป็นต้น

37. ละครที่ติดกันทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง รักเดียวของเจนจิรา ที่พลาดกันไม่ได้สักตอน

38. ละครที่เหมือนดาราจะเล่นกันอยู่สองคน คือ วิลลี่ กับ หมิว ลลิตา พวกทรายสีเพลิง

39. เล่นเบี้ย ที่เป็นบ้านๆ แล้วโยนเบี้ย แล้วก็เขย่ง ไปเก็บเบี้ย ยังจำกันได้มะเอ่ย

40. กระโดดยาง จัน อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิต เล่นกันจิ๊ง

41. ขนมช้างน้อย (น่าจะมีอยู่ตอนนี้) แล้วก็พวก คัมคัม คอนพัฟ ที่ข้างในจะมีการ์ดเกม ให้ไว้เล่นเขี่ยไพ่ เกลื่อนกันมาก สมัยก่อน

42. เป่ากันจัง ไอลูกโป่งวิดยาสาด ฮ่าๆๆๆๆ

43. คงยังจำท่าโหนรถเมล์ ของแรพเตอร์กันได้ไม๊ ที่ร้องว่า ไม่เอานะเกรงใจไม่ดีหรอกเกรงใจ เด็กสมัยนั้นโหนกันทั่วบ้านทั่วเมือง

44. สนุกสุดแสน เที่ยวแดนเนรมิต อ่ะจ๊าก ห้าๆๆ
11月1日

Life is Traveling ...

Life is Traveling ...  Airplane

Airplane ว่างๆเลยอยากพาเที่ยวยุโรปกันค่ะ... Auto

=> อันเนื่องมาจากการเรียนปอโทอันแสนวิบาก ทำให้ออนได้มีโอกาสไปยุโรป เรียนยุโรปศึกษา ไม่ไปซะหน่อยเด่วจะหาว่าไม่รู้จริงฮ่าฮ่า

=> คูเวตแอร์พาออนและเพื่อนๆมาถึงคูเวตเพื่อเปลี่ยนเครื่อง คูเวตต้อนรับออนด้วยกลิ่นแขกแปลกๆ และอากาศ 1 องศาอันแสนเยือก
เดินดูduty free shops ทั่วสนามบินละ เริ่มเบื่อก็ยังไม่ถึงเวลา เครื่องออก เลยพากันไปนั่งแมคแล้วก็เล่นอูโน่ฆ่าเวลา
อ่ะ! สามชม.ผ่านไปถึงเวลาเดินทางต่อละ ปะ! ไปขึ้นเครื่องกัน
ขอเม้าท์... แอร์ฯคูเวตถึกได้ใจมาก มีพี่แอร์คนไทยด้วย น่ารักที่สุด เจอคนไทยชื่นใจสวยใจดีด้วยฮ่าฮ่า...

=> แล้วก็ถึงเวลาลงจอด ณ ที่หมายแรกของพวกเรา กรุงโรม (อิตาลี)
เหยีบพื้นดินยุโรปแล้วตรูฮ่าฮ่า เย็นจัง ลมก็แรง ฮู้ๆชอบๆ ถึงที่พักซึ่งเป็น serviced apartment แทบจะลมใส่ ก็ยังไงล่ะเราพักกันสองห้องใหญ่
ชั้นสาม กะชั้นหก เรื่องของเรื่องคือยุโรปเค้าจะมีชั้นground floor ด้วยใช่มะ ทีนี้ชั้นสามก็คือชั้นสี่บ้านเรา ชั้นหกก็คือชั้นเจ็ดดีๆนี่เอง แต่นั่นไม่ร้ายเท่า ที่นี่ไม่มีลิปคับพี่น้อง บรรไดล้วนๆ ... แม่เจ้า!!! ... กระเป๋าแต่ละคนยี่สิบกก.เป็นอย่างน้อยท้างน้านน ความซวยบังเกิดล่ะที่นี้...
กว่าจะเข้าห้องได้เล่นเอาหมดแรง หมดเกลี้ยงเลยนะเหลือศูนย์ทันทีเฮ่อ แต่จะอย่างไร มาเที่ยวทั้งที จะมัวอ้อยสร้อยให้ได้เปลืองตังค์แม่ไม่ได้
เราเลยเริ่มสำรวจกรุงโรมกันทันทีด้วยอาการตื่นเต้นสุดแรงเกิด คนอิตาเลี่ยนนี่เค้าไม่พูดอังกฤษกันค่ะจะมีพูดก็พวกเด็กนักเรียนนักศึกษาเป็นส่วนใหญ่ แต่เราโชคดีเพื่อนคนนึงมันเป็นเด็ก AFS เรียนอิตาลีมาก่อน ทีนี้เลยติดมันหนึบกลัวไม่ได้กลับบ้านค๊าบ

=> อ่ะจะมาแนะนำสถานที่น่าเที่ยวที่ออนได้ไปเหยีบอย่างพอสังเขป <=

=> The Spanish Step
(Italian: Scalinata della Trinità dei Monti)
เริ่ม ต้นที่บันไดสเปน นั่งรถใต้ดินมาที่สถานี Spagna เดินขึ้นออกจากซอกตึกก็เจอบันไดสเปน ซึ่งเป็นย่านชอปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดในโรม เดิมในช่วงศตวรรษที่ 18-19 แถวนี้เป็นย่านใจกลางเมือง ตัวบันไดถูกสร้างในปี ค.ศ.1720 พวกเราเดินขึ้นไปตามบันไดจนถึงข้างบนก็เห็นวิวกรุงโรมรอบด้าน พอลงมาตรงตีนบันไดก็จะเห็นน้ำพุเรือซึ่งเห็นนักท่องเที่ยวถ่ายรูปกัน เราก็ต่อคิวกับเขาด้วย อากาศช่วงที่เรามาจะไม่เกิน 18เซลเซียส กะลังสบายเลยค่ะ (ที่จริงก็แอบเย็นนะแหะๆก็คนมันมาจากเมืองสามสี่สิบองศาเจอแค่หลักสิบ ไม่หนาวไหวรือ)

=> The Trevi Fountain
(Italian: Fontana di Trevi)
เรา เดินต่อกัน ไม่ทันเหนื่อยได้ยินเสียงน้ำเบาๆ ใกล้ๆพอเลี้ยวมุมอาคารน้ำพุเทรวีก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าเรา คนมากมายอยู่ตรงน้ำพุ เป็นธรรมเนียม
ค่ะที่จะต้องถือเหรียญหันหลังให้ น้ำพุอธิษฐานแล้วโยนเหรียญไปทางข้างหลังลงน้ำพุเพื่อที่จะได้กลับมาเยือนโรม อีก แล้วเราจะพลาดหรือ อิอิ ไม่รอช้า เอ้า...สาธุๆขอให้ได้กลับมาโรมอีกด้วยเถิ๊ดดด!!!
น้ำพุเทรวี สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1762 เป็นน้ำพุที่ใหญ่และมีชื่อที่สุดในกรุงโรม ตรงกลางเป็นรูปเทพเนปจูน ถัดลงมาจะเป็นยักษ์ 2 ตนกำลังพยายามควบคุมม้าทะเล ตัวหนึ่งพยศมาก ตัวหนึ่งเชื่องอันแสดงถึงความหมายของทะเลที่เดาใจไม่ออก
=> หลังจากนั้นเราก็เดินดื่มด่ำกะบรรยากาศทั่วไป ผู้คนมากมายทั่วโลกต่างพากันมาชื่นชมความงามของโรม แต่จุดสุดยอดอยู่ที่ของกินค่ะเพราะออนกะเรื่องกินแยกกันไม่ออก อิอิ ขอบอกว่ามันสมคำล่ำลือจริงๆ พิซซ่าต้นตำหรับอิตาเลี่ยนแท้ตามข้างทางอร่อยที่สุดในโลก มันจะเป็นแบบบางกรอบนะคะ (เรากินๆกันที่บ้านน่ะเป็นแบบอเมริกันหนาๆนุ่มๆ)อากาศกำลังเย็นๆกินพิซซ่า ร้อนๆจบด้วยโคคาโคล่า หืมมมม! ที่สุดดดดจริงๆ วู้ๆ!!!

=> The Colosseum or Roman Coliseum
(Italian: Anfiteatro Flavio or Colosseo
ก่อน กลับไปนอนก็นั่งรถใต้ดินมาที่สถานี Colosseo พอเดินขึ้นจากสถานีเราก็เห็นโคลอสเซี่ยมมาอยู่ตรงหน้าเป็นโบราณสถานที่อยู่ กลางเมืองวิวกลางคืนก็สวยไปอีกแบบนึง (คนโบราณนี่เค้าชอบสร้างอะไรๆยิ่งใหญ่เนาะ แสดงถึงฉลาดและความมานะอดทนจริงๆสิ่งอัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
มีแต่สร้างตึกราม ที่สูงๆใหญ่แต่มันไม่ประณีตไม่สวยศิลป์อย่างคนโบราณเลย น่าเสียดายจัง) Colosseum ถูกสร้างขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษแรก เป็นสนามประลองของพวกนักสู้ Gladiator และสัตว์ป่า เขาว่าในปี 80 มีสัตว์ที่ตายไปกว่า 9000ตัว ในการประลองนี้ขนาดของ Colosseum
จุได้ประมาณ 55,000คน เมื่อสร้างเสร็จก็เป็นต้นแบบของ Amplitheatre ในยุคต่อๆ มา
=> หมดแรงแล้วคับพี่น้องหมดจริงๆ ปลายทางสุดท้ายของวันคือเตียงอุ่นๆ แต่ก่อนจะซุกตัวนอนเราก็วางแผนการเที่ยวสำหรับพรุ่งนี้กัน สถานนีต่อปายยยย นครรัฐวาติกัน ตามรอย The Da Vinci Codeกันเต๊อะ

=> State of the Vatican City
(Italian: Città del Vaticano)
ผ่านมาแล้วหนึ่งวันหฤโหดบนสุขฮ่าฮ่ามีแรงแล้วค๊าบ ตื่นเช้าสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ "กาแฟ" คอกาแฟจะรู้ว่า caffè espresso ของอิตาลีสุดยอด
แค่ไหนแหะๆสารภาพว่าไม่รู้ แต่ก่อนเดินทาง อาจารย์รอบบ์ อาจารย์ที่รักมากท่านหนึ่งบอกว่า …

"Don't miss a chance to drink a cup of hot espresso, it's the best in the world!"

ศิษย์ที่ดีต้องเชื่อฟังครูค๊าบ อ่ะ! จัดมา...เอสเพรสโซ่ร้อนที่นึงค่ะ ขอบอกว่าแค่ก้าวแรกที่เหยียบร้านเค้ากลิ่นแห่งความอร่อย ก็กระจ๊ายยย
อ๊ะ...ท้องอิ่มละ นโปเลียนบอกว่ากองทัพ ต้องเดินด้วยท้อง ท่าจะจริงแฮะเพราะ เมื่อท้องอิ่ม สมองจะโปร่ง กำลังเรี่ยวแรงจะมาอย่างดี
พร้อมลุยแล้วค๊าบบบ...

แล้วเราก็มุ่งตรงไป นครรัฐวาติกันอันเลื่องลือกัน แล้ววาติกันก็ไม่ทำให้ออนผิดหวัง มันอลังการณ์มากจนเกินบรรยายเลยล่ะ

สำหรับวาติกันหรือชื่อเต็มๆ ว่า "นครรัฐวาติกัน" จัดได้ว่าเป็น ประเทศเอกราช หรือรัฐอิสระที่ เล็กที่สุดในโลก โดยมีเนื้อที่ประมาณ 250 ไร่
ในนครแห่งนี้ตามแผนผังประกอบไปด้วย วังวาติกัน, วังกัสเตลกันดอลโฟ (castelgendolfo) อันเป็นที่ประทับ ที่อยู่นอกชานกรุงโรมไปทางทิศใต้, มหาวิทยาลัยเกรโกเรียน (Gregorian University) และโบสถ์ 13 แห่งในกรุงโรม เฉพาะ วังวาติกันมีเนื้อที่ 150 ไร่ ซึ่งรวมวิหารเซนต์ปีเตอร์ พิพิธภัณฑ์วาติกัน หอสมุดวาติกัน และที่ประทับ ขององค์พระสันตะปาปาด้วย

ภายในบริเวณดังกล่าวยังมีอุทยานวาติกันอันงดงาม มีสถานีวิทยุของวาติกัน มีที่ทำการ ไปรษณีย์วาติกัน สถานีรถไฟวาติกัน ธนาคารวาติกัน และร้านค้าปลอดภาษีทุกชนิด มีคุก มีสำนักพิมพ์ของตนเอง เช่น มีหนังสือพิมพ์ชื่อ โลสเสอร์วาโตเร โรมาโน ส่วนพลเมืองของ วาติกันที่มีเชื้อชาติวาติกันนั้นไม่มีในโลก มีแต่พลเมืองสัญชาติวาติกัน

นครแห่งนี้มี พลเมืองประมาณ 900 คน เกือบ 200 คนเป็นสตรี มีทหารสวิสราว 100คน ถือหอกโบราณ เป็นอาวุธประดับเกียรติ ซึ่งเป็นองครักษ์พระสันตะปาปาทหารสวิสนี้มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1506 การแต่งกายของทหารสวิส มีเครื่องแบบที่ออกแบบโดย มิเกลันเจโล (หรือที่เรารู้จักกันดี ในชื่อไมเคิล แองเจโล) แถมทุกคนต้องเป็นชาวสวิสและเป็นคาทอลิก ทหารสวิสจะ ผลัดเปลี่ยนประจำการในชั่วระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นทูตวาติกันประจำอยู่ในประเทศต่างๆ พลเมืองในนครแห่งนี้ จะมีสัญชาติวาติกันเฉพาะในขณะที่ ดำรงตำแหน่งหรือเป็นภรรยาของพลเมืองวาติกัน หรือเป็นลูกที่มีอายุไม่เกิน 25 ปีเท่านั้น

เรื่องราวที่ว่าเหตุใดที่แห่งนี้เป็นที่พำนักขององค์สันตะปาปานั้น เห็นทีจะต้องฉายภาพย้อนอดีต ไปไกลสมัยยุโรปกลาง ในสมัยนี้คริสต์ศาสนามีอำนาจล้นฟ้าเหนือกษัตริย์ทุกพระองค์ในยุโรป องค์สันตะปาปาจึงจัดได้ว่าเป็นบุคคลมากล้นด้วยบารมี ซึ่งการได้มาของอำนาจนั้น เกิดจากศรัทธาอันแรงกล้าของผู้คนชาวยุโรปที่มีต่อประมุขทางศาสนาของพวกเขา จนทำให้องค์ สันตะปาปาสามารถครอบครองดินแดนตอนกลางของอิตาลีไว้ทั้งหมด รวมเรียกว่า ปาปาสเตท และมีศูนย์ กลางการปกครองอยู่ที่ วาติกัน กลางกรุงโรม การที่พระสันตะปาปาในสมัยแรกๆ ทรงมีอำนาจทางโลกล้นฟ้า และเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ทางการเมืองมากเกินไป กลุ่มอำนาจรัฐในยุโรปหลายแห่งจึงเริ่มที่จะเล่นเกมต่อต้านพระองค์ เพื่อลิดรอนอำนาจลง จนทำให้เขตการปกครองอย่าง ปาปาสเตทหดหายไป และในปี ค.ศ. 1860 ก็เหลือ อยู่แค่รอบๆ กรุงโรมเท่านั้น ต่อมาเมื่อ พระเจ้าวิคเตอร์ เอมานูเอล ที่ 2 ได้ปกครองอิตาลี มีการลงคะแนนเสียงประชามติว่า สมควรให้กรุงโรมเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี หรือเป็นปาปาสเตทของวาติกันต่อไป ผลออกมาปรากฏว่า ประชาชนเทคะแนนให้โรมเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี ทำให้องค์สันตะปาปา ปิอุสที่ 4 ซึ่งเป็นประมุข ศาสนาในขณะนั้นไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก จึงทรงประกาศตัดขาดกับโลกภายนอก ประทับอยู่ ภายในนครรัฐวาติกันเพียงอย่างเดียว สันตะปาปาองค์ต่อๆ มาจึงยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไม่ยอม ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก และรัฐบาลอิตาลี

จวบจนในปี ค.ศ. 1929 ได้มีการทำสนธิสัญญา ลาเตรัน (Lateran Treaty) ในสมัยมุสโสลินี ผู้นำอิตาลีกับวาติกันให้การรับรองและ คํ้าประกันอธิปไตยของนครรัฐวาติกัน พร้อมทั้งอำนวย ความสะดวกสบายอีกหลายๆ อย่าง เพื่อให้นครแห่งนี้สามารถดำรงอยู่ได้ในฐานะรัฐอิสระ เหมาะสมที่จะให้สันตะปาปาปฏิบัติภารกิจ ในฐานะองค์ประมุขของ ชาวคาทอลิกทั่วโลกได้ เหตุที่เรียกสนธิสัญญาลาเตรัน เพราะมีการเซ็นกันที่พระราชวังลาเตรัน บทบาทขององค์สันตะปาปา จึงได้เปิดกว้างขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และนครแห่งนี้กลายมาเป็นที่มีผู้คน จากทั่วโลก พากันไปเยือนไม่ตํ่ากว่าปีละ 10 ล้านคน โดยเฉพาะสถาปัตยกรรม มหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง วิหารเซนต์ปีเตอร์ จัดได้ว่ามี ภูมิทัศน์ที่สวยงาม เป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลมายลโฉมกัน แต่เดิมนั้น จักรพรรดิคอนสแตนติน ได้สร้างบาสิลิก้า หรือศาลาประชาคมไว้ตรงนี้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ ฝังศพของนักบุญปีเตอร์ ที่ถูกทหารโรมันจับตรึงกางเขน โดยพระองค์ได้ก่อสร้างเอาไว้ ในปี ค.ศ. 330

หลังจากนั้น ในปี ค.ศ. 1506 สมัยสันตะปาปา จูเลียสที่ 2 พระองค์ได้ตัดสินพระทัยรื้อ ของเก่าและสร้างวิหารเซนต์ปีเตอร์ขึ้นมา ซึ่งกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ก็ใช้เวลาสร้างนานถึง 150 ปี โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้ เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญปีเตอร์ และแสดง ความยิ่งใหญ่ของคริสตจักร ตลอดจนเป็นศูนย์กลางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก งานก่อสร้างวิหารเซนต์ปีเตอร์นั้นอยู่ภายใต้การบริหารงานของสันตะปาปาถึง 20 องค์ ใช้เงินทองในการก่อสร้างวิหารหลังนี้ราว 300 ล้านเหรียญ กว่าจะสำเร็จได้ ประตูเข้าทางด้านหน้าวิหารแห่งนี้มี 5 ประตู แต่ที่เปิดให้คนเข้าออกอยู่ประจำมี 4 ประตู ประตูขวาสุดเป็นประตูศักดิ์สิทธิ์เชื่อกันว่าใครได้เดินผ่านประตูนี้ เข้าวิหารไปจะสามารถ ไถ่บาปได้ แต่เดิมเคยเปิด 100 ปีต่อครั้ง โดยองค์สันตะปาปาทรงเปิดเอง ต่อมา ได้มีการเปิดให้น้อยลงหน่อยเป็น 50 ปีต่อครั้ง แล้วลดเหลือ 25 ปีต่อครั้ง และอยากขอบันทึกเอาไว้ว่า วิหารเซนต์ปีเตอร์นี้เริ่มต้นจาก การวางผังโดย บรามันเต (Bramante) ต่อด้วย ราฟาเอล (Raphael) และก็ บัลดาสซาร์เร เปรุซซิ (Baldassarre Peruzzi) ส่งต่อให้ อันโตนีโอ ดาซังกัลโล (Antonio Dasangallo) จนถึงมิเกลันเจโล ซึ่งเป็นคน ออกแบบหลังคาโดม อันถือว่ายิ่งใหญ่ คาร์โล มาแดร์โน (Carlo Maderno) มาแก้แปลน ให้สมบูรณ์ขึ้น จาน ลอเรนโซ แบร์นีนิ (Gian Lorenzo Bernini) ออกแบบลานหน้า ล้อมด้วยศาลา รูปวงกลมผ่ากลาง ตั้งเสาโอเบลิสค์ของอียิปต์ ตรงศูนย์กลางลานโดย ฟอนตานา (Fontana) อ่างนํ้าพุด้านขวาโดย มาแดร์โน อ่างนํ้าพุด้านซ้ายโดย แบร์นีนิ และศิลปกรรมที่นับว่าเยี่ยมยอดที่สุด แห่งวาติกัน ก็น่าจะได้แก่จิตรกรรมลํ้าค่าบนเพดาน โบสถ์ซิสติน (Sistine Chapel) ซึ่งเป็นโบสถ์ทําศาสนกิจสําหรับ สันตะปาปาเป็นส่วนพระองค์ จิตรกรรมนี้เป็นฝีมือของมิเกลันเจโล ซึ่งมีทั้งภาพ “การพิพากษาสุดท้าย (Last Judgement)” และ “กำเนิดของอดัม (Creation of Adam)” อันลือลั่น

... เป็นไงล่ะ บอกแล้วว่ารักปาหวัดสาส คนเราพอเล่าเรื่องที่ชอบมันสื่อออกมาได้เยอะอย่างนี้แล
อิอิ รักโรมาสุดใจ อิตาลีคือประเทศที่ถ้ามีโอกาสจะไม่พลาดที่จะไปเที่ยวอีกแน่นอน

=> ว่าด้วยการเที่ยว Rome หรือ (Roma ในภาษาอิตาเลี่ยน) ก็จบด้วยประกาละฉะนี้แล แต่การท่องแดนหนุ่มหล่อเจ้าเสน่ห์ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ การเดินทางเหยียบแดนรองเท้าบูท เริ่มจากเมืองทางใต้แล้วจะไต่สูงไปเรื่อยๆ เอพพิโสดหน้าออนจะมาแชร์ปาสบกานนนนดีๆ ในต่างแดนใหม่น๊า เพราะนี่แค่เมืองแรกก็ล่อซะเกือบเต็มหน้ากระดาษละ

แล้วเจอกันค่ะ

นู๋ออน

ปล. ขอขอบคุณข้อมูลประกอบที่แอบจิ๊กมาทางอินเตอร์เน็ตนะคะ...