Supisra 的个人资料Princess Onnie照片日志列表 工具 帮助

日志


1月19日

ทุกอย่างเกิดจากตัวเรา



▂ ▃ ▄ ▅ ▆ ▇ █

ミ Current Status ミ

[]-[]-[] ความเงียบ กับ การรอคอย []-[]-[]


ความเงียบ  -[]- "มีความสุขมั้ย"
การรอคอย -[]- "เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำ เรียกว่าความสุขมั้ย แต่เราก็ทำ  
                      อย่างดีที่สุด"


ความเงียบ -[]- "เมื่อไหร่เธอถึงจะพบความสมหวัง"
การรอคอย -[]- "บทบาทของเราคือการรอคอย เราทำหน้าที่ให้ดีที่สุดแค่นี้ อย่างอื่นคงทำไม่ได้และทำได้ไม่ดี"

ความเงียบ -[]- "แล้วทำไมต้องคอยใครให้ทำรึ"
การรอคอย -[]- "บทบาทของเราไม่รู้ว่าใครกำหนด ไม่รู้ว่าใครให้ทำ แต่เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด"

ความเงียบ -[]- "มีความสุขมั้ย"
การรอคอย -[]- "เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำ เรียกว่าความสุขมั้ย แต่เราก็ทำอย่างดีที่สุด"

ความเงียบ -[]- "ถ้ามีอะไร 2 อย่างให้เลือกจะทำมั้ย"
การรอคอย -[]- "บอกมาสิว่าอะไร คอยฟังอยู่"

ความเงียบ -[]- "อย่างแรก เราจ้างให้เธอคอยใครคนหนึ่งให้หน่อย
อย่างที่สอง อย่าหยุดคอยใครคนนั้นจนกว่าเธอจะพบเค้า แล้วบอกว่าฉันคอยเธออยู่"
การรอคอย -[]- "เรามีบทบาทเพียงแค่รอคอย ไม่รับจ้างเป็นพิเศษหรอก ไปจ้างสิ่งนี้กับคนอื่นเถอะ"


ความเงียบ -[]- "อย่างแรกไม่รับ แล้วอย่างที่สองล่ะรับทำมั้ย"
การรอคอย -[]- "อย่างที่สอง เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องจากอย่างแรก เราก็รับไม่ได้อีกเช่นกัน"

ความเงียบ -[]- "แล้วบทบาทเธอที่ทำอยู่เธอทำให้ใครล่ะ"
การรอคอย -[]- "เราไม่ได้ทำให้ใคร บทบาทของเราแทรกซึมอยู่ในใจใครหลายๆ คน"

ความเงียบ -[]- "หมายความว่าไงล่ะ"
การรอคอย -[]- "เราแทรกซึมอยู่ระหว่างที่ใครคนหนึ่ง นั่งรอช่วงเวลาที่นัดพบกันกับใครอีกคน เราแทรกซึมอยู่ระหว่างที่ใครคนหนึ่ง มองคอมพิวเตอร์เพื่อปรากฏให้ใครอีกคนมาตอบกระทู้ เราแทรกซึมอยู่ใจในใครคนหนึ่ง ที่จดจ่อกับใครอีกคนตลอดเวลา"

ความเงียบ -[]- "ดูแล้วเธอคงเศร้ามากที่ทำแต่อย่างนี้"
การรอคอย -[]- "เราไม่รู้ว่าเรียกว่าความเศร้ามั้ย แต่ถ้าเราได้เจอกับใครคนหนึ่งในช่วงเวลานั้นแล้ว เราจะมีความสุข"

ความเงียบ -[]- "ถ้าเราอยากบอกว่า เธอได้แทรกซึมอยู่ในใจเราแล้วล่ะ จะเชื่อมั้ย"
การรอคอย -[]- "เธอจะบอกเราว่าเธอคอยใครรึ"

ความเงียบ -[]- "เรามีบทบาทเพียงแค่ความเงียบ"
การรอคอย -[]- "งั้นเราก็มีบทบาทเพียงแค่การรอคอยตอบของเธอต่อไป"


[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]


"เพื่อนของเราชื่อความเหงา..."

เมื่อใดที่หัวใจนั้นอ่อนล้า คือเวลาที่เรานั้นอ่อนไหว
กอดตัวเองไม่มีใคร ไม่เห็นเป็นไรแค่นี้
ไม่ว่าเราจะพบอะไร จะเจอกับวันที่ร้ายหรือดี
ใจก็ยังคงพร้อมจะมีความเหงาเป็นเพื่อน....เคียงไป

บนทางเดินที่เราเคยหกล้ม ทำให้ใครบางคนนั้นหล่นหาย
ฝากรอยแผลไว้ข้างใจ ทิ้งให้เราจดจำ
มีวันที่ลมหนาวพัดมา และก็มีวันที่ฝนพรำ
วันเดือนปียังหมุนประจำ ฉันเหงาก็ยังต้องเดินต่อไป

ไม่รู้ ไม่รู้ต้องเดินไปถึงเมื่อไหร่ เหงา... ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไม
อาจเป็นเพราะโลกมันกว้างไป หัวใจก็เลยเหงา เหงา
แต่ยังยิ้มและยังไม่เศร้า กอดความเหงาไว้กับใจ

มีวันที่ลมหนาวพัดมา และก็มีวันที่ฝนพรำ
วันเดือนปียังหมุนประจำ ฉันเหงาก็ยังต้องเดินต่อไป
กอดความเหงาไว้กับใจ

อาจเป็นเพราะโลกมันกว้างไป หัวใจก็เลยเหงา เหงา
แต่ยังยิ้มและยังไม่เศร้า กอดความเหงาไว้กับใจ

อาจเป็นเพราะโลกมันกว้างไป หัวใจก็เลยเหงา เหงา
แต่ยังยิ้มและยังไม่เศร้า กอดความเหงาไว้กับใจ

เมื่อใดที่หัวใจนั้นอ่อนล้า คือเวลาที่เรานั้นอ่อนไหว
และคนเราจะทนเหงาไปได้สักเท่าไหร่


[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]


ท่ามกลางท้องน้ำและฟากฟ้าที่ไม่มีแผ่นดินกั้น

เราจะพบว่า ... โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นัก

แล้วเราก็เหมือนกับเศษละอองทุลีของโลกใบโต

แหม...มันช่างดูไร้ค่าซะจริง

แต่เชื่อเถอะ ไม่มีใครหรือสิ่งไหนในโลกนี้ที่ไร้ค่าหรอก

ทุกสิ่งทุกอย่างมีค่าในตัวมันเองเสมอ

อยู่ที่องศาและมุมมอง
.
.
.
มีความคิดดีมาฝากเป็นของขวัญปีใหม่ค่ะ...

หัดพูดแต่ด้านบวก แล้วจะรู้ว่า มีคนอีกมากมายที่รักเรา

หัดยิ้ม แล้วจะรู้ว่า เราคือคนที่น่ารัก

หัดฟาดฟันกับ อุปสรรค แล้วจะรู้ว่า เราคือคนที่เข้มแข็ง

ลองทน แล้วจะรู้ว่า เรามีความอดทน ยิ่งกว่าใคร

ลองออกกำลังกายทุกวัน แล้วจะรู้ ว่าเราคือมนุษย์เจ้าพลังคนหนึ่ง

ลองคิดเอาชนะ แล้วจะรู้ว่า เราสามารถเอาชนะตัวเองได้ไม่ยาก

ลองคิดให้ ใหญ่ แล้วจะรู้ว่า เรามีความสามารถอย่างน่าแปลกใจ


[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]


... นักพูดที่เป็นที่รู้จักกันดีท่านหนึ่ง ได้เริ่มหยุดการสัมมนาของเขา
โดยการหยิบแบงค์ 1,000 ขึ้นมาในห้องที่ มีผู้เข้าร่วม 200 ท่าน
แล้วเขาก็พูดว่า ' ใครอยาก ได้แบงค์ 1,000 นี้บ้าง'
มือได้ ถูกยกขึ้นเป็นจำนวนมาก

และเขาก็พูดต่อว่า 'ฉันจะให้ เงินแบงค์ 1,000 นี้แก่หนึ่งในพวกท่าน
แต่ครั้งแรกนี้ฉันจะทำ อย่างนี้'

เขาเริ่มที่จะขยำ ๆ เงินนั้นแล้วเขาก็ถามอีกว่า
' ใครจะยังต้องการมันอีก' ยังคงมีมือที่ยกขึ้นอีก 'ดี'
เขา ตอบ ' แล้วถ้าฉันทำอย่างนี้ล่ะ'

และเขาก็ทิ้งมันลงที่พื้นและ เริ่มที่เหยียบย่ำมันด้วยรองเท้าของเขา
แล้วเขาก็เก็บขึ้นมา ขณะนี้มันทั้งยับยู่ยี่และสกปรก
 
'ตอนนี้ใครยังต้องการมันอีก' ก็ยังคงมีคนยกมืออีก

' เพื่อน ๆ คุณได้เรียนรู้บทเรียนที่มีคุณค่ามากที่สุดบทหนึ่งแล้วว่า
' ไม่ว่าฉันจะทำอะไรกับเงิน คุณก็ ยังต้องการมันอยู่
เพราะว่ามันไม่ได้ลดคุณค่าในตัวมันลงเลย
มันก็ยังคงมีค่า 1,000 บาทอยู่นั่นเอง

เหมือนกับ หลาย ๆ ครั้งในชีวิตของเรา ที่ถูกทิ้ง ถูก เหยียบย่ำ
และถูกทำให้สกปรก โดยสิ่งที่เราตัดสินใจทำมัน
และสภาพแวดล้อมที่เราเจอ ทำให้เรารู้สึกว่า
คุณค่าของเราลดน้อยลง

แต่ไม่ว่าอะไรที่ได้เกิด ขึ้น หรืออะไรที่จะเกิดขึ้น
คุณไม่เคยสูญเสียคุณค่าของคุณ
คุณเป็นคนพิเศษ อย่าลืมมันตลอดไป!

'อย่านำความผิดหวังของเมื่อวานมาบดบังความฝันในวันพรุ่งนี้'



สวัสดีปีใหม่ค่ะ
นู๋ออน

เพลงดาบเดียวดาย


_____/\/\/\/\/\/\______/\/\/\/\/______\/\/\/\/\_______________


ฉันชื่อ "โอกาส"

ที่เมืองหนึ่งของประเทศกรีก เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอู่ใจกลางเมือง ปัจจุบันนี้ รูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก แต่แผ่นที่จารึกที่บรรยายเกี่ยวกับรูป

ปั้นยังคงเหลืออยู่ คำบรรยายเขียนไว้ในรูปแบบการสนทนาระหว่างรูปปั้นกับคนที่เดินผ่านไปมา

“รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร”

“ฉันชื่อโอกาส”

“ใครเป็นคนแกะสลักท่านขึ้นมา”

“ช่างแกะสลักชื่อ ลีซีปัส”

“ทำไมท่านจึงยืนเขย่งเท้า?”

“เพื่อบ่งบอกว่าฉันอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม”

“แล้วทำไมที่เท้าของท่านจึงมีปีก”

“เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว”

“แต่ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้”

“ก็เพื่อให้คนที่พบฉัน จะได้จับฉวยไว้ได้ง่าย”

“แล้วทำไมหัวด้านหลังของท่านจึงล้าน ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว”

“ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อฉันผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่”
  
จริงด้วย ทางด้านหน้าของ “โอกาส” มีผมยาวแต่ด้านหลังล้านเกลี้ยง เพราะเมื่อปล่อยให้ “โอกาส” ผ่านไปแล้ว
ก็ยากที่จะจับยึดมันกลับมาได้อีก

“โอกาส” จึงเตือนเราทุกคนว่า “อย่ามาต่อว่าฉัน ว่าฉันไม่เคยมาเยี่ยมกราย เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่ฉันมาเคาะประตู แต่เธอกลับไม่อยู่บ้าน

ทุกวันฉันยืนรออยู่ที่หน้าบ้านเธอ เรียกให้เธอตื่น ให้ขยันขันแข็ง
ให้รีบตัดสินใจ ให้ลงมือทำ ให้ออกแรง ให้สู้ เพื่อจะได้มาซึ่งชัยชนะ

และความสำเร็จ จงอย่าปล่อยให้ฉันผ่านไป เธอจะได้ไม่ต้องนั่งเสียใจ
ในภายหลัง ที่ฉัน “โอกาส” ผ่านมา แต่เธอไม่รู้จักจับฉวย”

[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]

ตอนที่ 2


บทที่ 5  เคล็ดลับของโซเครตีส     - ในการสนทนากับผู้อื่น อย่าได้เริ่มต้นพูดในเรื่องที่ท่านไม่เห็นพ้องด้วย  แต่จงเริ่มต้นด้วยการเน้นคำพูดให้หนักแน่น และเน้นคำพูดนี้ อยู่ตลอดเวลาในสิ่งที่ท่านเห็นพ้องด้วย
    - จงทำให้อีกฝ่ายหนึ่งพูด "ใช่" , "ใช่แล้ว",  "ครับ" ,  "ถูก"  ,  "ถูกแล้ว"  เมื่อเริ่มต้นการสนทนา    ถ้าสามารถทำได้ จงอย่าให้อีกฝ่ายหนึ่ง กล่าวคำปฏิเสธ  "ไม่ใช่"  ,  "เปล่า"  เป็นอันขาด
    - ยิ่งเราสามารถทำให้อีกฝ่ายหนึ่งกล่าวคำพูดรับคำได้มากเท่าใดในการเปิดฉากการสนทนา  ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จ จะชักจูงให้อีก ฝ่ายหนึ่งยอมตกลงใจตามจุดประสงค์ของเรามากยิ่งขึ้นเท่านั้น
    - ในการเปิดฉากสนทนา พวกเรามักจะคิดถึงแต่ความยิ่งใหญ่ของตนเอง  ผลก็คือ ทำให้เกิดตั้งข้อเข้าหากันตั้งแต่แรกเริ่ม
    - โซเครตีสจะตั้งคำถามชนิดที่แม้ศัตรูของเขาก็ต้องรับคำ  คำถามของเขาจะถูกอีกฝ่ายหนึ่งตอบว่า "ใช่"  จนกระทั่งเขา ได้รับคำรับรองอย่าง เหลือเฟือ  ครั้นแล้วในที่สุด เขาจะตั้งคำถามประโยคสำคัญ ซึ่งปรปักษ์ของเขาแทบไม่รู้สึกตัว ได้กล่าวรับรองทั้งๆก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีตั้งใจที่ จะยืนกรานปฏิเสธ
    - สุภาษิตเก่าๆของจีน "ผู้ก้าวอย่างละมุนละไม จะเดินได้ไกล"
       สรุปกฎข้อที่ 5  จงทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง ตอบรับคำว่า "ครับ", "ใช่",  "ถูก"ฯลฯ ในทันทีเมื่อเริ่มสนทนา

บทที่ 6  วิธีกำจัดความไม่สมหวัง     - ในบางครั้ง การปล่อยให้ผู้อื่นเป็นฝ่ายพูด จะนำประโยชน์อย่างล้ำค่ามาให้
    - ผู้ประสบความสำเร็จเกือบทุกคน ชอบระลึกถึงการต่อสู้ดิ้นรนในอดีต (ใช้ในเทคนิคการพูด สนทนากับผู้ที่มีความสำเร็จในชีวิต)
    - มีความจริงอยู่ว่า มิตรสหายทั้งหลายของเราพอใจที่จะคุยกับเราถึงเรื่องความสำเร็จต่างๆของเขา ยิ่งกว่าที่จะฟังเราโม้ถึงเรื่องของเรา
    - "ถ้าท่านต้องการศัตรู จงเป็นคนเก่งกล้าสามารถเหนือกว่าเพื่อนของท่าน  แต่ถ้าท่านต้องการมิตร  จงให้เพื่อนของท่าน เก่งกล้าสามารถ เหนือไปกว่าท่าน" เพราะว่าเมื่อเพื่อนของเราเก่งกล้าสามารถเหนือกว่าเรา เขาจะเกิดความรู้สึกเป็นคนสำคัญ   แต่ถ้าเราเก่งกล้าสามารถเหนือ กว่าเขา เขาจะเกิดความรู้สึกต่ำต้อย และก่อให้เกิดความอิจฉาริษยา
    - ชาวเยอรมันมีสุภาษิตอยู่ประโยคหนึ่งว่า "ความปิติยินดีอย่างแท้จริงก็คือ ความปิติยินดีซึ่งเราได้รับจากเคราะห์กรรมของผู้อื่น"  แน่นอน เพื่อนบางคนของท่านอาจจะรู้สึกพอใจในเคราะห์กรรมของท่าน ยิ่งไปกว่าชัยชนะของท่านก็ได้
    - เพราะฉะนั้น เราจง "อย่าฟุ้งซ่าน โอ้อวดในความสำเร็จของเรา"  แต่เรา "จงถ่อมตน"  เอาไว้ถึงจะได้รับความนิยม ชมชอบอย่างแท้จริงจากผู้อื่น
    - เราควรถ่อมตัวของเรา ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อสรุปแล้วท่านและข้าพเจ้าก็ไม่วิเศษวิโสกว่ากัน จากนี้ไปอีกหนึ่งศตวรรษ ท่านและ ข้าพเจ้าต่างจะ ไม่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และจะไม่มีใครรู้จัก ชีวิตเป็นของสั้นจนเกินไป เพราะฉะนั้น  อย่าปล่อยให้ชีวิตอันสั้น ของเราสร้างความรำคาญแก่ผู้อื่น ด้วยการคุยโอ้อวดถึงความสำเร็จขี้ปะติ๋วของเรา  เราจงส่งเสริมให้ผู้อื่นคุยเสียบ้างเถิด    โปรดคิดดูให้ดี ท่านมิได้มีอะไรวิเศษมากมายที่จะคุย อวดโดยไม่รู้จักจบรู้จักสิน้นเสียที  ดังนั้น กฎข้อที่ 6
                จงปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้พูดเป็นส่วนมาก

บทที่ 7  วิธีที่จะได้รับความร่วมมือ     - ท่านรู้สึกเลื่อมใสในความคิดที่ท่านค้นพบด้วยตนเองยิ่งไปกว่าความคิดซึ่งผู้ อื่นค้นพบ และใส่จานเงินยื่นส่งให้ท่านหรือเปล่า?  ถ้าเช่นนั้นจริง เป็นของแน่เหลือเกินที่ท่านจะต้องพยายามผลักดันความคิดของท่านให้คนอื่นรับ ไว้ ใช่ไหม?   มันจะไม่เป็นการ
ฉลาดกว่าหรือ?  ถ้าเพียงแต่หารือความคิดของท่านกับอีกฝ่ายหนึ่ง และให้อีกฝ่ายหนึ่งใคร่ครวญดูเพื่อการตัดสินใจของเขาเอง
    - "การปรึกษาหารือ" กับเขาถึงความปรารถนาของเขา จึงเป็นสิ่งที่ถูกใจเขาที่สุด
    - การปรึกษาหารือกับผู้อื่น และเคารพต่อคำแนะนำนั้น จะได้รับผลอันงดงาม
    - เมื่อ 25 ศตวรรษมาแล้ว เล่าจื๊อ นักปราชญ์จีนได้กล่าววาทะบางอย่างซึ่งควรจะนำมาปฏิบัติในปัจจุบัน : "เหตุที่แม่น้ำลำคลอง และทะเลทั้งหลายสามารถจะต้อนรับสายน้ำหลายร้อยสายจากภูเขาได้เนื่องจากแม่ น้ำลำคลองและทะเลเหล่านั้นอยู่ต่ำกว่าสายน้ำ
จากภูเขา เพราะฉะนั้น แม่น้ำลำคลองและทะเลจึงเก่งเหนือไปกว่าสายน้ำจากภูเขา โดยที่สามารถรับกระแสน้ำทั้งหมดไว้ได้ ผู้ที่เฉลียวฉลาด ถ้าปรารถนาจะอยู่เหนือ ผู้อื่น ต้องถ่อมตนให้อยู่ต่ำกว่าผู้อื่น  ถ้าปรารถนาจะอยู่หน้าผู้อื่น จะต้องถ่อมตนให้
อยู่หลังผู้อื่น แต่เขาจะไม่หยิ่งผยอง  และถือว่าตนเป็น ผู้ยิ่งใหญ่ แม้ว่าเขาจะมีบุญวาสนานำหน้าผู้อื่น เขาจะไม่อวดเด่นให้
บาดใจผู้อื่น
    ฉะนั้น กฎข้อที่ 7  จงทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง เกิดความรู้สึกว่าความคิดเป็นของเขา

บทที่ 8  สูตรซึ่งจะบันดาลผลมหัศจรรย์แก่ท่าน     - อย่าลืมว่าบุคคลใดก็ตาม อาจจะทำผิดอย่างไม่มีทางแก้ตัว แต่บุคคลนั้นจะคิดว่าเขาไม่ผิดเลย  ท่านจงอย่าปรักปรำลงโทษเขาผู้นั้น เพราะการ กระทำเช่นนั้น คนโง่ทุกคนย่อมทำได้  ท่านจงพยายามเข้าใจเขาให้ถี่ถ้วน
ถ่องแท้ เพราะการพยายามเข้าใจการกระทำของผู้ผิด  คนฉลาด คนมี น้ำอดน้ำทน และคนที่มีคุณสมบัติเป็นพิเศษเท่านั้น จึงจะสามารถปฏิบัติได้
    - จงพยายามอย่างสุจริตใจที่จะสมมุติตัวท่านเป็นตัวของเขา
    - ถ้าหากท่านจะบอกตนเองว่า "ถ้าฉันอยู่ในฐานะเดียวกับเขา ฉันจะรู้สึกอย่างไร และจะปฏิบัติอย่างใร?"  ท่านจะไม่เสียเวลาและเกิดโมโห ในการที่จะต้องไปเอาใจใส่แก่สาเหตุต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดผลอันไม่พึงพอใจ    และท่านจะสามารถเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับมนุษยสัมพันธ์ มากยิ่งขึ้น
    - พรุ่งนี้ ก่อนท่านจะบอกใครสักคนว่าเขาทำในสิ่งที่ผิดๆ ไม่ดีกว่าหรือถ้าท่านจะนั่งหลับตา และพยายามคำนึงถึงแง่คิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง เสียก่อน   ท่านจงตั้งคำถามแก่ตนเองว่า "ทำไม? เขาจึงต้องการทำเช่นนั้น"  จริงอยู่การปฏิบัตินี้อาจเปลืองเวลาบ้าง  แต่จะเป็นการผูกมิตรและ นำผลอันงดงามกว่ากันมาให้  และเป็นการหลีกเลี่ยง ไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่ง และทะเลาะเบาะแว้งกัน
    - เพราะฉะนั้น ถ้าท่านต้องการเปลี่ยนใจผู้อื่น โดยไม่ให้เกิดความรู้สึกบาดหมาง หรือก่อให้เกิดความขุ่นเคือง
                กฎข้อที่ 8 มีดังนี้ จงพยายามอย่างสุจริตใจที่จะมองสิ่งต่างๆ ในแง่คิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง

บทที่ 9  สิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ      - คาถาศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถหยุดการโต้เถียง ทำลายความรู้สึกโกรธเคือง สร้างมิตรไมตรี และทำให้อีกฝ่ายหนึ่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ  "ผมมิได้ โทษคุณเลยแม้แต่น้อยที่คุณรู้สึกเช่นนี้  ถ้าผมเป็นคุณ แน่นอนเหลือเกิน ผมจะต้องรู้สึกเหมือนอย่างคุณ เช่นเดียวกัน"    คำพูดเช่นนี้แม้แต่คนพาลเกเรอย่างร้ายกาจที่สุดก็จะเยือกเย็นลง
    - ท่านอยู่ในฐานะใดก็ตาม ควรถือว่า มิได้เป็นเกียรติอันใหญ่โตเลย   และจำไว้ว่า คนที่ท่านติดต่อด้วย แม้จะเป็นคนขี้หงุดหงิด ฉุนเฉียว พูด ดันทุรัง และปราศจากเหตุผล เขามิได้เป็นต่ำช้าสารเลวมากมายนักที่ต้องอยู่ในฐานะนั้น จงรู้สึกสลดใจต่อ มนุษย์ที่น่าสมเพชคนนั้น  จง สงสารเขา เห็นใจเขา
    - "3 ใน 4 ของบุคคลที่ท่านพบปะ ล้วนแต่หิวกระหายที่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ  จงให้มันแก่เขา แล้วเขาจะรักท่าน"
    - ความเห็นอกเห็นใจ เป็นยาวิเศษที่จะบำบัดความเศร้าใจ
                ฉะนั้น กฎข้อที่ 9  จงเห็นอกเห็นใจต่อความรู้สึกนึกคิด และความปรารถนาของอีกฝ่ายหนึ่ง

บทที่ 10  มนุษย์ทุกคนชอบการขอร้อง      - เพื่อให้บุคคลใดก็ตามเปลี่ยนใจของเขา จงขอร้องให้เขาเกิดความรู้สึกว่า  การปฏิบัตินั้นๆเป็นเจตนาดีงาม ยิ่งกว่าการปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง
    - เมื่อเราไม่ต้องการให้ใครทำอะไรอย่างหนึ่ง  จงขอร้องเขาด้วยการอ้างถึงเจตนาที่ดีงามกว่ากัน  อ้างถึงสิ่งที่เป็นสิ่ง ที่รักและเคารพ
    - "ถ้ามีใครคิดที่จะโกงท่าน" จงพูดให้เขาเกิดความรู้สึกว่า ท่านนับถือเขาในฐานะเขาเป็นคนสุจริต ซื่อตรง และยุติธรรม
                ฉะนั้น กฎข้อที่ 10   จงขอร้องด้วยการพูดให้รู้สึกว่า เป็นเจตนาอันดีงามกว่ากัน

บทที่ 11  ภาพยนตร์ปฏิบัติเช่นนี้ วิทยุปฏิบัติเช่นนี้ ทำไมท่านจึงไม่ปฏิบัติตามบ้าง?      - เวลาที่ต้องการเสนออะไรบางอย่าง เพียงแต่กล่าวความจริงอย่างเดียวยังไม่พอ   การกล่าวความจริงต้องประกอบด้วย พูดให้ซาบซึ้ง เขย่า ความสนใจ และเกิดความรู้สึกเร้าใจ ทั้งนี้ต้องอาศัยศิลปะแห่งการเชิญชวนอยู่มาก  ภาพยนตร์ วิทยุ ปฏิบัติ
เช่นนี้  ถ้าต้องการให้มีผู้เอาใจใส่ ข้อเสนอของท่าน ท่านก็ต้องปฏิบัติเช่นนี้
            ฉะนั้น กฎข้อที่ 11    จงแสดงความคิดเห็นของท่านให้เป็นที่เร้าใจ

บทที่ 12 เมื่อทำอย่างไรๆ ก็ไม่ได้ผล  ลองใช้วิธีนี้ดูบ้าง     - วิธีที่จะผลิตงานได้มากๆ ก็คือ การ "กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกัน"  แต่ไม่ได้หมายถึงการแข่งขันอันโสมมและต้องทุ่มเทเงินทอง แต่หมายถึงกระตุ้นให้เกิดความปรารถนาที่จะเป็นคนเก่งกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง
    - ความปรารถนาที่จะเก่งกว่า!  การแข่งขัน!  เป็นวิธีเดียวที่จะบันดาลผลอันแน่นอนในการหนุนให้มนุษย์เกิดความมานะ
    - "การให้เงินเดือนอย่างเดียว ไม่สามารถจะได้คนดีไว้ใช้  ต้องให้มีการแข่งขัน"
    - นั่นคือ สิ่งที่ผู้ได้รับความสำเร็จทุกคนชอบ : การแข่งขัน   การแข่งขันเป็นการเปิดโอกาสให้เขาแสดงความสามารถของเขา เปิดโอกาสให้ เขาพิสูจน์คุณค่าตัวของเขา เพื่อไปสู่จุดหมายแห่งการเป็นคนเก่ง และชัยชนะ
        ถ้าท่านต้องการจูงใจบุคคลอื่น บุคคลที่องอาจห้าวหาญ บุคคลที่มีสมรรถภาพ ให้คล้อยตามแนวความคิดของท่าน
กฎข้อที่ 12 มีว่า
           จงพูดท้าทาย
 
 


ตอนที่ 4  วิธีปฏิบัติ 9 ประการเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้อื่น โดยไม่ให้มีความรู้สึกบาดหมางขุ่นเคือง
บทที่ 1 ถ้าท่านต้องการคอยจับผิด นั่นคือวิธีที่จะปิดฉาก     - การที่บุคคลใดก็ตาม ได้ยินในสิ่งที่ไม่รื่นหู หลังจากได้ฟังคำชมเชยในสิ่งที่ดีก่อน จะช่วยให้บุคคลนั้นสามารถฟังได้ โดยไม่เกิดความรู้สึก ขุ่นเคืองแต่อย่างใด
     จงเริ่มสนทนาด้วยคำพูดยกย่องสรรเสริญอย่างสุจริจใจ

บทที่ 2  วิธีวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ทำให้ผู้ใดเกลียด     - ตอนเที่ยงวันหนึ่ง ชารลส์ ชะวอบ เดินผ่านโรงถลุงเหล็กโรงหนึ่งของเขา เขาได้มองเห็นคนงานกลุ่มหนึ่งกำลังสูบบุหรี่กัน เหนือหัวของ คนงานเหล่านั้นมีป้ายแขวนไว้ว่า "ห้ามสูบบุหรี่"  ท่านคิดว่าชะวอบชี้ที่ป้ายนั้นและพูด "อ่านหนังสือเป็นไหม?" หรือเปล่า?  มิได้ ชะวอบมิได้ เป็นคนเช่นนั้น เขาเดินไปหาคนเหล่านั้น ควักซิการ์ส่งให้คนละมวน และพูด "จะดีไม่น้อย ถ้าพวกคุณพากันไปสูบซิการ์นี้กันข้างนอก" คนงานเหล่านี้ตระหนักดีว่าชะวอบรู้ว่าเขาได้พากันฝ่าฝืนกฎ เขาต่างพากันนึกชมเชยชะวอบไปตามๆกัน  ชะวอบมิได้พูดถึงความผิดนี้เลย มิหนำซ้ำกลับกำนัลซิการ์แก่เขา   "ทั้งนี้ทำให้เขาเกิดความรู้สึกเป็นคนสำคัญ ถ้าท่านมีนายอย่างนี้ ท่านจะอดรักเขาได้ไหม?"
            จงอย่าเตือนผู้อื่นอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาผิด

บทที่ 3  จงพูดถึงความผิดของท่านก่อน     - ท่านจะไม่รู้สึกขุ่นเคืองอย่างใดเลยในการที่จะฟังใครคนหนึ่งตำหนิติเตียนท่าน  ในเมื่อเขาผู้นั้นเริ่มพูดด้วยการยอมรับ อย่างอ่อนโยนว่า เขา, ในทำนองเดียวกัน, ไม่สามารถหลีกเลี่ยงไปจากการกระทำผิดอย่างไม่มีที่ติเสียได้
            ท่านจงพูดถึงความผิดของท่านก่อน แล้วจึงตำหนิติเตียนผู้อื่น

บทที่ 4  ไม่มีใครชอบรับคำสั่ง     - ควรให้โอกาสผู้ร่วมงานพินิจพิจารณางานด้วยตนเอง ให้ทำการศึกษาจากความผิดนานาประการเอาเอง
    - เทคนี้ช่วยให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาได้รับความสะดวกในการแก้ไขความผิดพลาดของตน เทคนิคนี้เป็นการให้เกียรติ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา และส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกเป็นคนสำคัญ   ผลก็คือ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจะทำด้วยความปรารถนาร่วมมือ แทนที่จะเอาใจออกห่าง
            จงขอความเห็น แทนการออกคำสั่งโดยตรง

บทที่ 5  จงกู้หน้าอีกฝ่ายหนึ่ง     - กู้หน้าของเขาไว้ ! มันเป็นสิ่งสำคัญ และสำคัญอย่างใหญ่หลวงทีเดียว !   พวกเราน้อยคนนักที่จะหยุดคิดถึงสิ่งนี้ !   "เรามักจะขี่ม้า สวมเกือกมีตะปูแหลมคม ย่ำลงไปที่ความรู้สึกของผู้อื่น" ด้วยการถือเอาแต่ใจของเราฝ่ายเดียว เช่น คอยจับผิด ขู่ตะคอก ดุว่าเด็ก หรือเสมียน  พนักงานต่อหน้าผู้อื่นโดยปราศจากความยั้งคิดว่าเป็นการทำให้ปวดร้าวชอกช้ำ แก่เกียรติของเขาอย่างไรบ้าง !   ในเมื่อเพียงแต่สงบจิตสงบใจ ใช้ความคิดสักประเดี๋ยวหนึ่ง ใช้วาจาที่ประหยัดถ้อยคำเพียง
ไม่กี่คำ มีความเห็นใจในการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง จะไม่ก่อให้เกิดความปวดร้าว ขุ่นเคืองแต่อย่างใดเลย
    - แม้แต่บุคคลใหญ่โตที่โลกรู้จักดี ยังไม่ยอมเสียเวลาที่จะกำแหงในชัยชนะของเขา จนไม่กู้หน้าผู้แพ้
            จงกู้หน้าอีกฝ่ายหนึ่ง

บทที่ 6  วิธีกระตุ้นให้มนุษย์ก้าวไปสู่ความสำเร็จ     - ใช้การชมเชยแทนการด่าว่า   "เราจะชมเชย แม้แต่ในสิ่งที่ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย"   ในการปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยเป็นกำลังดันให้อีกฝ่ายหนึ่ง ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นเป็นลำดับ
    - เมื่อพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้อื่น ถ้าท่านและข้าพเจ้าสนับสนุนกำลังใจบุคคลที่สัมพันธ์กับเรา  ด้วยการให้เขาสำนึกในคุณค่าแห่ง ความสามารถซึ่งซ่อนอยู่ในกายของเขา เราไม่เพียงแต่จะสามารถเปลี่ยนแปลงเขาเท่านั้น หากเราจะเปลี่ยนรูปชีวิตของเขาทีเดียว
    - ถ้าลองเปรียบเทียบดูว่า เราควรจะอยู่ในฐานะใด เราเพียงแต่เป็นคนครึ่งหลับครึ่งตื่นดีๆนี่เองเราได้ใช้ประโยชน์ ขุมทรัพย์แห่งร่างกาย และจิตใจของเราแต่ส่วนน้อยเท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือหมายความว่า  มนุษย์เราต่างดำรงชีวิต อยู่ห่างไกลจากจุดหมายที่เราควรจะ ก้าวไปถึง  มนุษย์เราต่างมีพลังอยู่นานาชนิด  พลังซึ่งเขามักจะล้มเหลวอยู่เสมอ ในอันที่จะใช้มันให้เป็นประโยชน์
      จงยกย่องสรรเสริญผู้อื่น แม้เขาได้ทำสิ่งใดๆดีขึ้นเพียงเล็กน้อยและยกย่องทุกครั้งที่เขาทำ สิ่งใดๆได้ดียิ่งขึ้น  จง "เห็นพ้องด้วยน้ำใส ใจจริง และยกย่องชมเชยอย่างเต็มที่"

บทที่ 7  จงตั้งชื่อหมาให้เพราะ     - มนุษย์เราตามปกติธรรมดา จะจูงใจได้ง่ายดาย ถ้าเขานับถือท่าน  และท่านแสดงความเลื่อมใสต่อความ ปรารถนาบางประการของเขา
    - ถ้าท่านต้องการให้บุคคลใด กระทำบางอย่างดีขึ้นกว่าเก่า จงแสร้งทำเหมือนหนึ่งว่า เขามีคุณสมบัตินั้นอยู่แล้ว
    - ถ้าท่านต้องการให้ใครก็ตามเป็นคนดีขึ้น จงอุปโหลกให้เขาเป็นคนดี ซึ่งเขาจะพยายามอย่างสุดกำลังที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพูด ของท่าน ยิ่งกว่าจะทำให้ท่านได้พบเห็นความไม่ดีของเขา
    - ถ้าท่านต้องการจะติดต่อกับคนขี้ฉ้อคดโกง มีทางเหมาะสมอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงให้เขาทำตนเป็นคนดี
คือ ปฏิบัติต่อเขา ประหนึ่งเขาเป็นสุภาพชนผู้มีเกียรติ  จงทึกทักเอาว่า เขาเป็นคนอยู่ในระดับปกติธรรมดาเหมือนมนุษย์อื่น
ทั้งหลาย   การปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ ซึ่งเขาจะแสดงกิริยาตอบโดยทำตนให้เป็นไปตามที่เขาได้รับการยกย่อง และเขาจะรู้สึกภูมิใจที่มีผู้ไว้วางใจเขา
      จงอุปโหลกผู้อื่นในสิ่งดีงาม เพื่อเขาจะได้เป็นไปตามนั้น

บทที่ 8  จงทำให้ความผิดเป็นของง่ายที่จะแก้ไข     - การบอก เด็ก สามี ภรรยา เสมียนพนักงานว่าเขาโง่ หรือทึ่มในสิ่งโน้นสิ่งนี้ หรือเขาไม่มีพรสวรรค์ในงานนั้นๆ และที่เขาทำไปแล้วล้วนแต่ผิด แปลว่าท่านได้ทำลายโดยสิ้นเชิงต่อสิ่งที่กระตุ้นให้เขามีความพากเพียร เพื่อทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น ท่านควรใช้เทคนิคตรงข้าม ท่านจงมี ใจกว้าง ด้วยการให้ความสนับสนุน กำลังใจแก่เขา ท่านจงกระทำในสิ่งที่จะส่งเสริมให้เขา เห็นว่าเป็นของง่ายในการปฏิบัติสิ่งนั้นๆ   ท่านจง แสดงตนให้เขารู้สึกว่าท่านเลื่อมใสในความสามารถของเขา  ความสามารถ ซึ่งเขามีแวว แต่เขายังไม่ได้นำออกมาใช้  ผลก็คือ เขาจะพยายาม ปฏิบัติสิ่งนั้นๆ เพื่อเอาชนะมัน แม้ต้องใช้เวลาตลอดคืนก็ตาม
     จงใช้การสนับสนุนกำลังใจ จงทำให้ความผิดซึ่งท่านต้องการแก้ไข ดูเป็นของง่ายที่จะแก้ไข  จงทำให้สิ่งที่ท่านต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติ เป็นของง่ายที่จะปฏิบัติ

บทที่ 9  จงทำให้ผู้อื่นปฏิบัติตามที่ท่านต้องการ     - หลักสำคัญแห่งมนุษยสัมพันธ์ : จงทำให้ผู้อื่นมีความสุขที่จะกระทำในสิ่งที่ท่านเสนอแนะแขา
    - มีชายคนหนึ่งสามารถปฏิเสธคำเชิญให้เป็นผู้พูดในงานต่างๆ   คำเชิญซึ่งมาจากมิตรสหายของเขา  คำเชิญซึ่งมาจากบุคคลที่เขารู้สึกใน บุญคุณ  แม้กระนั้นเขาสามารถทำให้ผู้ที่ถูกเขาปฏิเสธได้รับความพอใจในการปฏิเสธนั้น  เขาทำอย่างไรหรือท่าน?  เขามิได้กล่าวแก้ตัวว่าเขา มีธุระยุ่ง หรือมีเหตุติดข้องอย่างนั้นอย่างนี้ เขามิได้ทำเช่นนั้น  เขาทำดังนี้
คือ หลังจากแสดงความยินดีที่ได้รับเชิญ และแสดงความเสียใจที่ เขาไม่มีความสามารถพอในการปฏิบัติตามตามคำเชิญนั้น เขาจะเสนอชื่อผู้อื่นให้พูดแทนเขา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เขามิได้ทำให้ผู้เชิญเกิด  ความรู้สึกเสียใจต่อคำปฏิเสธของเขาเลย แม้แต่ขณะเดียว เขาทำให้ผู้เชิญคิดถึงอีกคนหนึ่ง เพื่อเชิญมาเป็นผู้พูดในทันทีทันใด โดยเน้นความ น่าสนใจของบุคคลอื่น
    - เทคนิคแห่งการให้อำนาจและตำแหน่ง ได้ปรากฎผลดีแก่นโปเลียนมาแล้ว
                จงทำให้ผู้อื่นมีความสุขที่จะกระทำในสิ่งที่ท่านเสนอแนะแก่เขา
 
 


ตอนที่ 5 จดหมายซึ่งบันดาลผลมหัศจรรย์     - ใช้ "หลักจิตวิทยา"  :  "โปรดช่วยเหลือผม"  จงทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความรู้สึกเป็นคนสำคัญ และเป็นการสร้างมิตรภาพขึ้น
    - โปรดจำไว้ว่า เราทั้งหลายต่างกระหายที่จะได้รับความยกย่องนับถือ และความเป็นคนสำคัญ ซึ่งเราจะยินดีทำเกือบทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งนี้  แต่ไม่มีใครต้องการความไม่สุจริตใจ ไม่มีใครต้องการคำพูดประจบสอพลอ
        ข้าพเจ้าขอย้ำ :- หลักการทั้งหลายที่สอนในหนังสือเล่มนี้ จะปฏิบัติได้ผล ก็ต่อเมื่อนำออกใช้ด้วยน้ำใส
ใจจริง   ข้าพเจ้ามิได้สนับสนุนให้ ปฏิบัติด้วยการใช้เล่ห์เหลี่ยมอย่างใดทั้งสิ้น   สิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ล้วนแล้วแต่ เป็นวิธีที่จะนำท่านไปสู่วิถีชีวิตแบบใหม่
 
 


ตอนที่ 6 วิธีปฏิบัติ 7 ประการ เพื่อทำให้ชีวิตในครอบครัวของท่านมีความสุขยิ่งขึ้น
บทที่ 1   วิธีขุดหลุมฝังศพการแต่งงานของท่านอย่างแน่นอนและรวดเร็วที่สุด     - สิ่งทั้งหลายที่สามารถทำลายความรักให้แหลกลาญอย่างแน่นอน ซึ่งเจ้าผีร้ายในนรกได้ประดิษฐขึ้น  "ความจู้จี้เอาเรื่อง" เป็นสิ่งควรจะพึง กลัวอย่างที่สุด มันไม่เคยล้มเหลวทำนองเดียวกับการกัดของงูเห่า  มันจะทำลาย ทำให้ถึงตายเสมอ
            ถ้าท่านต้องการรักษาชีวิตทางบ้านให้มีความสุข   กฎข้อที่ 1  มีดังนี้
                อย่าเป็นคนจู้จี้ขี้เอาเรื่อง  ขี้หึง

บทที่ 2   ความรักอันวัฒนาถาวร     - สิ่งแรกที่จะศึกษาในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น ก็คือ อย่าแทรกแซงกับการหาความสุขในวิธีแปลกๆของเขา
    - ความสำเร็จในการแต่งงาน เป็นเรื่องที่ไม่เพียงแต่การแสวงหาคู่ที่เหมาะสมเท่านั้น  หากผู้ที่จะเป็นคู่แต่งงาน จะต้องเป็นคนที่เหมาะสมด้วย
    - ถ้าท่านต้องการให้ชีวิตในครอบครัวของท่านมีความสุขยิ่งขึ้น กฎที่ 2 มีดังนี้
                 อย่าพยายามเป็นเจ้าหัวใจคู่แต่งงานของท่าน

บทที่ 3   ถ้าท่านทำเช่นนี้ ท่านจะต้องคอยดูกำหนดเวลาเพื่อไปสู่การหย่าร้าง     - ทางไปสู่การหย่าร้าง ก็คือ "การตำหนิติเตียน"   การติเตียนอันไร้ประโยชน์ และการติเตียนซึ่งเป็นที่ร้าวรานใจ
        ถ้าท่านต้องการให้ชีวิตในครอบครัวของท่านมีความสุข กฎที่ 3 มีดังนี้
                อย่าตำหนิติเตียน

บทที่ 4   ทางที่จะเกิดผลอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้ทุกคนมีความสุข           จงให้คำยกย่องสรรเสริญด้วยความสุจริตใจ

บทที่ 5  สิ่งที่มีค่าสูงยิ่งสำหรับผู้หญิง     -  ไม่ใช่ความรักดอกที่ทำให้วันเวลาของฉันทุกข์ทรมาน  แต่มันมาจากความร้าวรานในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ
    -  "ข้าพเจ้าจะผ่านมาทางนี้เพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้น สิ่งใดอันเป็นความดี ซึ่งข้าพเจ้าสามารถจะปฏิบัติได้ หรือสิ่งใดอันเป็นความกรุณา ซึ่งข้าพเจ้าสามารถจะให้แก่มนุษย์คนใดได้ ขอให้ข้าพเจ้าทำเสียแต่บัดนี้  ขออย่าให้ข้าพเจ้า
รีรอช้า หรือเพิกเฉย เพราะข้าพเจ้าจะไม่ผ่านมา ทางนี้อีกแล้ว"
            กฎข้อที่ 5 มีดังนี้    "จงเอาใจใส่ในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ"

บทที่ 6  ถ้าท่านต้องการมีความสุข จงอย่าละเลยสิ่งนี้       จงมีกิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน

บทที่ 7 อย่าเป็นคน "ไร้การศึกษาในการแต่งงาน"     - ความล้มเหลวในการแต่งงาน มักจะเนื่องมาจากสาเหตุ 4 ประการ คือ
            1. มิได้ปรับปรุงกามารมณ์ให้เป็นที่พอใจต่อกัน
            2. ความคิดเห็นขัดแย้งกันในการใช้เวลาพักผ่อนหย่อนใจ
            3. การเงินฝืดเคือง
            4. จิตใจ ร่างกาย หรืออารมณ์ผิดปกติ
                จงอ่านหนังสือดีๆ เกี่ยวกับกามารมณ์ในการแต่งงาน

ที่มา: http://www.geocities.com/pong1930/leader-5.html

ต้นความคิดที่ได้จาก สมคิด ลวางกูร

How to Win Friends and Influence People

ฺBy Dale Carnegie

วิธีชนะมิตรและจูงใจคน

ของ
เดล คาร์เนกี

  หนังสือ "วิธีชนะมิตรและจูงใจคน" ของ เดล คาร์เนกี  เป็นหนังสือที่มีผู้อ่านมากเล่มหนึ่ง  ให้คติและข้อคิดอย่างดียิ่ง
ในการอยู่ร่วม กับผู้อื่นในครอบครัว ในชีวิตการทำงาน ในสังคม   หนังสือได้แบ่งออกเป็น 6 ตอน คือ
  ตอนที่ 1  เทคนิคสำคัญในการปฏิบัติต่อผู้อื่น
  ตอนที่ 2  วิธีปฏิบัติ 6 ประการเพื่อทำให้ผู้อื่นชอบท่าน
  ตอนที่ 3  วิธีปฏิบัติ 12 ประการ เพื่อจูงใจผู้อื่นให้คล้อยตามแนวความคิดของท่าน
  ตอนที่ 4  วิธีปฏิบัติ 9 ประการเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้อื่น โดยไม่ให้มีความรู้สึกบาดหมางหรือขุ่นเคือง
  ตอนที่ 5  จดหมายซึ่งบันดาลผลมหัศจรรย์
  ตอนที่ 6  วิธีปฏิบัติ 7 ประการ เพื่อทำให้ชีวิตในครอบครัวของท่านมีความสุขยิ่งขึ้น
     กระผมได้บันทึกสรุปย่อไว้ด้วยลายมือ ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนนายร้อย นานทีเดียวครับ ปฏิบัติตามแนวทางได้ก็หลาย ประการอยู่ และที่ปฏิบัติไม่ได้ก็ยังมีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน  ก็ต้องพยายามกันต่อไป ไม่ย่อหย่อน อ่อนกำลังครับ ...... ป้อง1930


ตอนที่ 1
เทคนิคสำคัญในการปฏิบัติต่อผู้อื่น
บทที่ 1 การตำหนิติเตียน     - 99 ครั้งใน 100 ครั้งแห่งความผิดของมนุษย์ เขาจะไม่ตำหนิติเตียนตนเองแต่อย่างใด แม้ความผิดพลาดนั้นจะ ร้ายแรงสักขนาดไหนก็ตาม
    - การตำหนิติเตียน เป็นสิ่งไร้ประโยชน์ เพราะจำต้องทำให้ผู้ถูกติเตียนแก้ตัวต่างๆ และพยายามที่จะเข้าข้างตนเอง การตำหนิติเตียนเป็นภัย เพราะมันสามารถทำให้จิตใจอันภาคภูมิของมนุษย์ได้รับความปวดร้าว ทำลายความรู้สึกแห่งการเป็นคนมีความสำคัญ และก่อให้เกิดโทสะ
    - ก่อนที่จะตำหนิติเตียนผู้อื่น แก้ไขวิพากวิจารณ์ผู้อื่น จงแก้ไขตัวของเราเองให้เรียบร้อยเสียก่อน
    - ในการติดต่อกับบุคคลทั่วๆไป เราจงจำไว้เสมอว่าเรามิได้ติดต่อกับบุคคลที่เพียบพร้อมด้วยเหตุผล แต่เราติดต่อกับบุคคลซึ่งเต็มไปด้วยความ ผันแปรแห่งอารมณ์ และห้อมล้อมอยู่ด้วยอคติ และจิตใจคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลาด้วยความหยิ่งทะนะ และทิฐิ
    - "ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวร้ายต่อผู้ใด จะกล่าวเฉพาะแต่ความดีเท่าที่ข้าพเจ้ารู้ของมนุษย์ทุกคน"
    - ควบคุมตนเอง-เข้าใจผู้อื่น-ยินดีให้อภัย  ค้นหาความจริงว่าทำไมเขาจึงได้กระทำลงไปอย่างที่เขาได้กระทำ  การเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง คือ การให้อภัยทุกสิ่งทุกอย่าง
    - ทำไม? เราจึงจะด่วนตัดสินผู้อื่นเร็วจนเกินไปเล่า

บทที่ 2  เคล็ดลับที่ยิ่งใหญ่ในการติดต่อกับผู้อื่น   - มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ใครต่อใครทำทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านเคยหยุดคิดเรื่องนี้บ้างไหม?  ถูกแล้ว มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น และนั่นคือ การทำให้บุคคลผู้นั้น "ต้องการ" ที่จะทำ  โปรดจำไว้ ไม่มีทางอื่นอีกแล้ว
    - มีอยู่ไม่กี่อย่างที่เรามนุษย์ธรรมดา มีความกระหายอยากได้ด้วยหัวใจที่จดจ่อ นั่นคือ มีสุขภาพสมบูรณ์อายุยืน อาหาร นอนหลับ  เงินและ สิ่งซึ่งจะซื้อได้ ความสุขในอนาคต ความเกษมสำราญในกามรมณ์ ลูกได้รับความสุขสวัสดี  และความรู้สึกเป็นคนสำคัญ
    - ความปรารถนาเพื่อจะเกิดความรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญ เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์ กับสัตว์เดียรัจฉาน
    - วิธีที่จะส่งวเสริมให้เขาเหล่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นผู้ร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้เขามีความขยันหมั่นเพียรอย่างสูงสุด ก็คือ การยกย่องสรรเสริญและให้กำลังใจ
    - ไม่มีสิ่งใดจะทำลายความทะเยอทะยานของผู้น้อย ยิ่งไปกว่าการตำหนิติเตียนจากหัวหน้า
    - การยกย่องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ส่วนการเยินยอทำด้วยความไม่สุจริตใจ  อย่างหนึ่งออกมาจากหัวใจ  อีกอย่างหนึ่งออกมาจากไรฟัน อย่างหนึ่งปราศจากการเห็นแก่ตัว อีกอย่างหนึ่งเต็มด้วยการเห็นแก่ตัว อย่างหนึ่งให้โทษมหันต์
    - เลิกคิดถึงความคิดวิเศษวิโสของเรา ความต้องการโน่นนี่ของเรา   เราจงมาคิดถึงความดีประการต่างๆของผู้อื่นบ้าง  แต่อย่าได้ใช้คำเยินยอ ในการชมเชยเป็นอันขาด  หากจงใช้ คำยกย่องสรรเสริญด้วยความจริงใจและสุจริต   คำพูดของท่านจะฝังอยู่ในความทรงจำและเป็นสมบัติ อันล้ำค่าแก่อีกฝ่ายหนึ่งนานเท่านานจนตลอดชีวิต จะดำรงอยู่ให้เขาระลึกถึงมันเสมอเป็นเวลาหลายปี แม้ว่าท่านเองอาจจะลืมเสียสิ้นแล้ว

บทที่ 3 จงปลุกความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งให้เกิดความต้องการอย่างแรงกล้า   - การชักจูงความประพฤติของมนุษย์ สิ่งแรก จงปลุกความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งให้เกิดความต้องการอย่างแรงกล้า ผู้ที่สามารถทำได้เช่นนี้  โลกทั้งโลกอยู่ข้างเขา ผู้ที่ทำไม่ได้ จะเดินไปตามหนทางอันอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว
    - วันพรุ่งนี้ ท่านอาจจะต้องการให้ใครสักคนหนึ่งทำการบางอย่าง  ก่อนท่านจะกล่าวคำพูดออกมา ท่านจงหยุด ถามตนเอง  "ฉันจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะทำให้เขาต้องการทำตามที่ฉันชักจูง?" คำถามนี้จะช่วยให้เรายั้งคิดแทนการผลีผลามไปพูดกับใครๆ ถึงความต้องการของเรา โดยปราศจากผล
    - "ถ้ามีเคล็ดลับอย่างใดอย่างหนึ่งส่งเสริมให้ไปสู่ความสำเร็จ เคล็ดลับอันนั้นก็คือความสามารถเข้าใจในแง่คิดเห็น ของอีกฝ่ายหนึ่ง และความสามารถมองสิ่งต่างๆในมุมของเขาได้ดีเท่าๆกับมุมของท่านเอง"
 
 


ตอนที่ 2   วิธีปฏิบัติ 6 ประการ
เพื่อทำให้ผู้อื่นชอบท่าน
บทที่ 1 จงปฏิบัติตามนี้ แล้วจะมีผู้ต้อนรับท่านทุกหนทุกแห่ง   - การผูกมิตรกับผู้อื่นจะสำเร็จเรียบร้อยภายในเวลา 2 เดือน ด้วยการเอาใจใส่อย่างแท้จริงต่อเขาผู้นั้น ซึ่งจะได้ผลยิ่งกว่าการผูกมิตรซึ่งใช้ เวลาถึง 2 ปี แต่ด้วยความพยายามให้เขาผู้นั้นเอาใจใส่ต่อเรา
    - บุคคลใดที่ละเว้นการเอาใจใส่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  ไม่เพียงแต่เขาจะดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากความราบรื่น หากเขาจะเป็นมนุษย์ที่มี อันตรายอย่างใหญ่หลวงแก่ผู้อื่นด้วย   มนุษย์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ห่างไกลจากความก้าวหน้า และความรุ่งเรืองในประการทั้งปวง
    - ฉะนั้น จงเอาใจใส่อย่างแท้จริงต่อผู้อื่น  ขอเน้น จงเอาใจใส่อย่างแท้จริงต่อผู้อื่น  ถ้าท่านต้องการให้ผู้อื่นชอบท่าน

บทที่ 2 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้ผู้อื่นติดเนื้อต้องใจเมื่อแรกพบ   - ท่านไม่มีความรู้สึกที่จะยิ้มเลยหรือ? เมื่อเช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?  มีอยู่ 2 ประการ  ประการแรกจงบังคับตัวท่านให้ยิ้ม
จนได้ ถ้าท่านอยู่ คนเดียว จงบังคับตัวของท่านให้ผิวปาก หรือทำเสียงหึ่มๆเป็นทำนองเพลง หรือร้องเพลง ท่านจงทำกิริยา
ท่าทางเหมือนหนึ่งท่านกำลังมีความสุข  และในที่สุด จะโน้มความรู้สึกของท่านให้มีความสุขจริงๆ
    - ความสุขมิได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อมภายนอก แต่อยู่ที่สิ่งแวดล้อมภายในต่างหาก
    - ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ท่านมี หรือท่านอยู่ในฐานะใด หรือท่านอยู่ที่ไหน หรือท่านกำลังกระทำสิ่งใดที่ช่วยให้ท่านมีความสุข หรือปราศจาก ความสุข  มันอยู่ที่ท่านคิดถึงสิ่งเหล่านั้นต่างหาก  คนส่วนมากมีความสุขมากน้อยเพียงใด แล้วแต่จะทำใจให้รู้สึกเช่นนั้น
  - "ท่านจะไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียวคิดถึงศัตรูของท่าน  จงพยายามตั้งใจให้แน่วแน่ มั่นคงในสิ่งที่ท่านปรารถนาจะ
กระทำ  ครั้นแล้ว โดยปราศจากการลังเลหันเห ท่านจงมุ่งตรงไปสู่จุดหมายนั้น   จงทำใจของท่านให้จดจ่ออยู่เสมอว่า ความปรารถนาของท่านเพื่อกระทำสิ่งใดๆ จะประสบผลอันงามเลิศ  แล้วท่านจะพบว่าขณะวันและเวลาล่วงไป โอกาสจะเปิด ให้ท่านประสบความสำเร็จตามความปรารถนาโดยไม่รู้ตัว"
    - จงสร้างมโนภาพของท่าน ถึงบุคคลที่มีสมรรถภาพสูง เข้มแข็งเอาการเอางาน ซึ่งท่านประสงค์จะเป็นเช่นนั้นบ้าง และจากความนึกคิด ทุกๆชั่วโมงอันนี้เอง สามารถเปลี่ยนแปลงท่านให้เป็นบุคคลที่มีความเด่นเป็นพิเศษ..... ความคิด เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด   จงดำรง รักษาจิตใจ แนวจิตไว้ให้อยู่ในท่าทีถูกต้องดีงาม ท่าทีแห่งความกล้าหาญบึกบึน แห่งความเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา และร่าเริงแจ่มใส  ความคิดอันถูกต้องดีงามจะนำไปสู่การสร้างสรรค์  ความสำเร็จสมดังปรารถนามาจากความตั้งใจจริง  เราจะเป็นอย่างไร แล้วแต่ใจเราคิด
    - มีภาษิตของจีนกล่าวไว้ว่า คนที่ใบหน้าไม่ยิ้ม อย่าเปิดร้านค้าขาย
        ฉะนั้น วิธีง่ายๆ ที่ทำให้ผู้อื่นติดใจเมื่อแรกพบ ก็คือ "ยิ้ม"

บทที่ 3   ถ้าท่านไม่ทำตามนี้ ท่านจะบ่ายหน้าไปพบความยุ่งยาก     - การให้เกียรติโดยการตั้งชื่อ
    - พยายามจดจำชื่อบุคคลที่เราพบปะให้ได้มากที่สุด
    - จงจำไว้ว่า ชื่อของบุคคลใดก็ตาม สำหรับบุคคลนั้น เป็น สำเนียงหวานที่สุด และสำคัญที่สุด ในภาษามนุษย์

บทที่ 4  หนทางง่ายๆ ที่จะเป็นนักสนทนาที่ดี   - ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ  สนใจอย่างแท้จริง   ไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่จะเป็นการแสดงความคารวะยิ่งไปกว่านี้
    - มีบุคคลอยู่เป็นอันมาก ประสบความล้มเหลวที่จะเป็นผู้ได้รับความนิยม เนื่องจากไม่ฟังผู้อื่นอย่างตั้งอกตั้งใจ
    - ความสามารถเป็นนักฟังที่ดีของมนุษย์เป็นสิ่งหายาก  เกือบจะยิ่งกว่านิสัยดีๆอื่นๆทั้งหลาย
    - จงตั้งคำถามในเรื่องที่อีกฝ่ายหนึ่งจะตอบด้วยความยินดี  สนับสนุนให้ผู้อื่นสนทนาถึงเรื่องของเขา และความสำเร็จของเขา
    - โปรดจำไว้เสมอว่า บุคคลที่ท่านสนทนาด้วย เป็นผู้สนใจตัวของเขาเอง ความต้องการของเขา และปัญหาของเขา ยิ่งกว่าจะสนใจในตัวท่าน และปัญหาของท่านตั้งร้อยเท่า
            จงเป็นนักฟังที่ดี จงสนับสนุนให้อีกฝ่ายหนึ่งคุยถึงเรื่องของเขา

บทที่ 5  วิธีทำให้ผู้อื่นสนใจ     - ค้นหาความจริงว่าเขาสนใจในสิ่งใด และเขามีความสุขในการสนทนาถึงสิ่งใด
            สนทนาในเรื่องที่อีกฝ่ายหนึ่งสนใจ

บทที่ 6  วิธีทำให้ผู้อื่นชอบท่านในทันที     - จงทำให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกเป็นคนสำคัญ
    - จงปฏิบัติต่อผู้อื่น เช่นเดียวกับที่ท่านต้องการจะให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อท่าน
    - คำพูดสั้นๆ เช่น "เสียใจมากที่ต้องรบกวน" ,  "โปรด",  "กรุณา",  "ขอบคุณ"    ความสุภาพอ่อนโยนเพียงเล็กน้อยจะช่วยปลอบใจ
อีกฝ่ายหนึ่งให้หายจากความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียจากงานประจำวัน
            จงทำให้ผู้อื่นเกิดความรู้สึกเป็นคนสำคัญ และ จงทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ
 
 


ตอนที่ 3  วิธีปฏิบัติ 12 ประการ เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นคล้อยตามแนวความคิดของท่าน
บทที่ 1  ท่านไม่สามารถชนะการโต้แย้ง     - มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้นที่จะบันดาลให้การโต้แย้งเป็นสิ่งดีที่สุด  นั่นก็คือ หลบหลีกมันเสีย  จงหลบหลีกการโต้แย้ง เช่นเดียวกับท่านหลบหลีกงูพิษ
    - 9 ใน 10 ครั้งของการโต้แย้ง จะจบลงด้วยต่างฝ่ายต่างเชื่อมั่นยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าว่า ตนเป็นฝ่ายถูกเต็มที่
    - "คนที่จำใจต้องเชื่อ ในสิ่งที่เขาไม่เชื่อ  ความคิดเห็นของเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง"
    - เบนจามิน แฟรงคลิน กล่าวไว้ว่า "ถ้าท่านโต้แย้ง พูดให้เจ็บใจ และ เถียง  ท่านอาจประสบชัยชนะในบางครั้ง แต่เป็นชัยชนะที่ว่างเปล่า ทั้งนี้ก็เพราะท่านไม่สามารถได้รับไมตรีจิตจากอีกฝ่ายหนึ่ง"  ดังนั้นขอให้ท่านพิจารณาด้วยตนเองว่า ท่านต้องการชัยชนะในการโต้แย้ง หรือต้องการไมตรีจิตจากอีกฝ่ายหนึ่ง?   น้อยนักที่จะได้รับทั้งสองอย่าง
    - "เป็นสิ่งสุดวิสัย ที่จะเอาชนะคนโง่เขลา เบาปัญญา ด้วยการโต้แย้ง"
    - พระพุทธเจ้าตรัส "เวร (ความเกลียด ความพยาบาท) ย่อมไม่ระงับด้วยเวร แต่ระงับด้วยความรัก"  และทำนองเดียวกัน ความไม่เข้าใจต่อกัน ย่อมจะไม่ระงับด้วยการโต้แย้ง แต่ด้วยความรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว ความสุขุมรอบคอบ ความประนีประนอม และความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นแง่คิดของอีกฝ่ายหนึ่งได้
    - ลินคอน กล่าว "บุคคลใดมีเจตนาที่จะได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อตัวเขาเอง  เขาจะไม่ใช้เวลาให้หมดไปโดยการโต้เถียงเป็น
อันขาด การโต้เถียงจะเป็นผลให้เกิดโทสะ และทำลายอำนาจบังคับตนเอง และจงยอมจำนนต่อการโต้เถียงในเรื่องใหญ่ ซึ่งผลที่ท่านจะได้รับ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการอวดตนว่าท่านไม่แพ้ใคร  และจงยอมจำนนต่อการโต้เถียงในเรื่องเล็ก แม้ท่านมีสิทธิ์ที่จะกระทำอย่างเต็มที่ จงให้ทางแก่หมาแทนที่ท่านจะต่อสู้กับมัน เพื่อรักษาสิทธิ์ของท่านจนท่านถูกมันกัดเอา แม้ท่านจะฆ่าหมาตัวนั้นเสีย แต่ท่านก็ยังคงมีแผลถูกกัดอยู่นั่นเอง
    - ฉะนั้น กฎข้อที่ 1 มีดังนี้
                วิธีระงับการโต้แย้ง หรือโต้เถียง ที่ดีที่สุดก็คือ จงหลีกเลี่ยงเสีย

บทที่ 2  หนทางอันแน่นอนที่จะสร้างศัตรู และวิธีหลีกเลี่ยง     - ท่านจะกล่าวหาผู้อื่นว่าทำผิด ด้วยสายตา ด้วยสำเนียง หรือด้วยอากัปกิริยาใดก็ตาม ย่อมมีความหมายทำนองเดียวกับ ท่านลั่นวาจาออกไป
    - การกล่าวหาของท่านเปรียบเสมือนท่านชกกร้วมเข้าที่สติปัญญาของเขา ดุลยพินิจของเขา ความภาคภูมิใจของเขา และความเคารพตนเองของเขา  ผลก็คือ จะทำให้เขาผู้นั้นต้องการจะตอบโต้บ้าง
    - อย่าเริ่มคำพูดด้วยประโยค "ผมจะพิสูจน์ให้คุณเห็นเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้" เป็นวาจาที่ไม่สมควรเลย เป็นวาจาที่ส่อ ความหมายว่า  "ผมวิเศษกว่าคุณ"
    - ถ้าท่านต้องการจะพิสูจน์ให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม จงอย่าให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ตัวเป็นอันขาด จงกระทำอย่าง
มีชั้นเชิง อย่างมีไหวพริบ โดยไม่มีใครรู้สึกว่าท่านได้กระทำลงไป  "มนุษย์จะต้องสอนเหมือนกับท่านมิได้สอน และ สิ่งใดที่เขา
ไม่รู้ จงเสนอแก่เขา เหมือนหนึ่งเขาลืมไป"
  - Lord Chesterfield  รัฐบุรุษ-นักปราชญ์อังกฤษ ค.ศ.1694-1737 สอนลูกชายว่า "เจ้าจงเป็นผู้ฉลาดกว่าผู้อื่น  ถ้าเจ้า สามารถเป็นเช่นนั้นได้ แตอย่าได้บอกให้เขารู้ว่าเจ้าฉลาดกว่าเขา"
  - คำพูดเช่น "ผมอาจจะผิดไปก็ได้"  "ผมมักจะผิดเสมอ"  "เรามาพิจารณาข้อเท็จจริงกันดีกว่า" เป็นคำพูดซึ่งมีอำนาจวิเศษอย่างแท้จริงใน อันที่จะทำความพอใจให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง
    - ด้วยการยอมรับว่าท่านอาจจะเป็นผู้ผิด ท่านจะไม่มีเรื่องกับใครเป็นอันขาด เพราะการพูดเช่นนี้จะยุติการถกเถียงลงอย่าง
สิ้นเชิง  และ "จูงใจให้อีกฝ่ายหนึ่งมีความยุติธรรม และใจกว้างเหมือนท่าน"
    - จากหนังสือ "การสร้างจิตใจ" ของ ศ.เยมส์ อาร์วีย์ รอบินซัน :-
        "ในบางครั้งเราจะพบว่า เราเปลี่ยนใจของเราอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องมีเรื่องขัดใจ หรือเกิดความสะเทือนใจอันรุนแรง
ใดๆ  แต่ถ้ามีใคร มาบอกว่าเราผิด เราจะรู้สึกฉิวในคำกล่าวหานั้น และใจของเราจะเกิดอาการกระด้างกระเดื่องขึ้นมา  เราต่างเป็นคนที่ไม่สู้จะเอาใจใส่เลยว่า ความเชื่อถือของเราอยู่ในลักษณะใดบ้าง แต่ถ้าหากมีใครมาข่มเหงน้ำใจเรา เราจะเกิดความเชื่อในสิ่งที่เราเชื่ออย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ไม่ใช่ ความคิดของเราหรอกที่เราหวงแหนนัก แต่เราหวงแหน ความนับถือตนเองโดยจะไม่ยอมให้ถูกข่มขู่ต่างหาก"
    - เมื่อเราทำผิด เราอาจจะยอมรับผิดกับตัวของเราเอง  ถ้าผู้อื่นรู้จักปฏิบัติต่อเราด้วยวิธีอันละมุนละไม และถูกกาละเทศะ เราอาจจะยอมรับผิด กับผู้นั้นอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาโดยปราศจากความสะทกสะท้าน  แต่เราจะไม่ยอมรับผิดเป็นอันขาด ถ้ามีใครมาบังคับขู่เข็ญให้เราพูด ความจริง
    - ละเว้นการคิดค้านโต้แย้งให้ผู้อื่นได้รับความสะเทือนใจ หรือกล่าวยืนยันอย่างหนึ่งอย่างใดว่าข้าพเจ้าถูก และข้าพเจ้า จะไม่ยอมใช้คำพูด ใดๆ ที่บ่งไปโดยชัดแจ้งว่าข้าพเจ้ามีความคิดเห็นอย่างแน่นแฟ้นมั่นคง เป็นต้นว่า "แน่ทีเดียว" ,  "ไม่มีอะไรที่ควรสงสัย"  ฯลฯ  ข้าพเจ้าใช้คำพูด แทนว่า "ฉันนึกว่า" ,  "ฉันเข้าใจว่า"  หรือ "ฉันคิดว่า" จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
หรือ "เท่าที่ปรากฎเวลนี้ดูเหมือน"    เบนจามิน แฟรงคลิน นัก การทูตชั้นยอดของสหรัฐฯ  กล่าวไว้ว่า"เมื่ออีกฝ่ายหนึ่ง ยืนยันบางประการ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเขาผิด  ข้าพเจ้าไม่ยอมถือเป็นของสนุกที่จะขัดคอเขาทันที หรือแสดง กิริยาอย่างหนึ่งอย่างใดไปในทางเยาะเย้ยความเข้าใจของเขา"
    - การถ่อมตนในการแสดงความคิดเห็น ช่วยให้คู่สนทนายอมรับความคิดเห็นของเราง่ายยิ่งขึ้น และมีการโต้เถียงน้อยลง ถ้าเราผิดก็จะไม่ รู้สึกอับอายขายหน้ามากมาย   เมื่อเราถูก เราจะสามารถจูงใจอีกฝ่ายหนึ่งให้ยอมแพ้อย่างง่ายดาย และมีความคิดเห็นคล้อยตามเรา
    - พระเยซูพูด "จงคล้อยตามปรปักษ์ของท่านโดยเร็ว" หรืออีกนัยหนึ่งคือ อย่าโต้แย้งลูกค้าของท่าน ภรรยาของท่าน หรือปรปักษ์ของท่านอย่าบอกว่าเขาผิด อย่ายั่วให้เขาเกิดโทสะ แต่จงใช้ชั้นเชิงบ้างสักเล็กน้อย
    - จงมี "ชั้นเชิง" อย่าช่วยให้เราได้ชัยชนะ
        ดังนั้น ถ้าท่านต้องการจูงใจผู้อื่นให้คล้อยตามแนวความคิดของท่าน  กฎข้อที่ 2 มีดังนี้
      "จงเคารพความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่าบอกผู้ใดว่าเขาผิดเป็นอันขาด"

บทที่ 3  ถ้าท่านผิด จงสารภาพ     - ถ้าเรารู้ตัวว่าเราทำผิด จะไม่ดีกว่าหรือที่เราจะกล่าวถึงความผิดของเราก่อนอีกฝ่ายหนึ่งจะแย้มปาก?  "การตำหนิติเตียน
ตนเอง ย่อมจะน่าฟังกว่าให้คนแปลกหน้า หรือคนอื่นมาตำหนิติเตียนเรา"
    - ท่านจงปรักปรำลงโทษตัวของท่านในประการต่างๆ ถ้าหากท่านรู้ตัวว่าอีกฝ่ายหนึ่งคิด หรือต้องการจะพูด หรือตั้งใจจะพูด
อย่างไร และ ท่านจงพูดก่อนอีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสแย้มปาก ซึ่งเป็นการลดความโมโหโทโสของเขาให้สงบลงได้ จากการกระทำ
เช่นนี้ ท่านมีโอกาสอัน งดงามที่จะจูงใจให้เขาเป็นคนใจกว้าง เปลี่ยนท่าทีโอนอ่อนไปในทางให้อภัย  และจะเห็นความผิด ของท่านเป็นสิ่งเล็กน้อย
    - คนโง่มักจะแก้ตัวเมื่อได้กระทำผิด และคนโง่ส่วนมากปฏิบัติเช่นนี้   แต่ด้วยการสารภาพผิดอย่างน่าชื่นตาบาน ไม่เพียงจะทำให้คนเรา กลายเป็นผู้อยู่เหนือกว่าฝูงสัตว์ หากจะทำให้มีใจสูงขึ้นด้วย
    - เมื่อเราเป็นฝ่ายถูก เราจงชักจูงอีกฝ่ายหนึ่งให้มาสู่แนวทางแห่งความคิดของเราอย่างสุภาพและนิ่มนวล   และเมื่อเราเป็นฝ่ายผิด ถ้าเรามีใจ เที่ยงตรง เราจะพบความจริงว่าเราเป็นฝ่ายผิดบ่อยๆ เราจงยอมรับผิดโดยเร็ว และด้วยความร้อนกระวนกระวาย  วิธีรับผิดนี้ไม่เพียงแต่จะนำ ผลอันน่าพิศวงมาให้เท่านั้น หากท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยการใช้วิธีเดียวกันนี้ จะทำให้เราเกิดอารมณ์สนุกยิ่งกว่าพยายามแก้ตัว
    - สุภาษิตเก่า "ด้วยการต่อสู้ ท่านจะมิได้รับผลเป็นที่พอใจ  แต่ด้วยการยอมจำนน ท่านจะได้รับมากกว่าที่ท่านหวัง
ดังนั้นกฎข้อที่ 3 :-
            ถ้าท่านผิด จงรับผิดโดยอย่าได้รอช้า และ รับด้วยเสียงหนักแน่น

บทที่ 4  หนทางอันเลิศที่จะเข้าถึงเหตุผลของผู้อื่น     - "ถ้าหากท่านถูกยั่วให้เกิดโทสะ และท่านพูดใส่หน้าอย่างไม่อั้นต่อผู้ยั่วโทสะท่านสักประโยคสองประโยค ท่านจะสบายใจที่ได้ระบาย ความเดือดดาลของท่าน  แล้วอีกฝ่ายหนึ่งเล่า?  เขามีส่วนร่วมสบายใจเหมือนท่านหรือเปล่า   การเอะอะโผงผางของท่าน กิริยาท่าทีตั้งท่าเป็น ศัตรูของท่าน ท่านคิดว่าเป็นของง่ายที่จะชักนำให้เขามีความเห็นสอดคล้องกับท่านกระนั้นหรือ?"
    - วูดโรว์ วิลสัน กล่าว "ถ้าท่านมาหาข้าพเจ้าด้วยการกำหมัด ข้าพเจ้าขอรับรองว่า หมัดของข้าพเจ้าจะกำแน่นยิ่งไปกว่า
ของท่าน แต่ถ้าท่าน มาหาข้าพเจ้าและพูดว่า "เรามานั่งลงปรึกษาหารือกันดีกว่า และถ้าหากว่าความคิดเห็นของเราขัดแย้งกัน เรามาทำความเข้าใจกันว่าเหตุใดเรา จึงมีความเห็นไม่ตรงกัน และอะไรเป็นแง่ในปัญหานั้น"  เราจะพบความจริงว่าเรา กลายเป็นกันเอง และความเห็นขัดแย้งกันในแง่ต่างๆ จะมี อยู่บ้างก็เพียงเล็กน้อย ในเมื่อแง่ที่มีความเห็นสอดคล้องกันมีอยู่มาก และถ้าเราเป็นคนรู้จักมีน้ำอดน้ำทน พูดอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา และ มีเจตนาที่จะสมัครสมานซึ่งกันและกัน เราจะผ่อนสั้น ผ่อนยาวเข้าหากัน"
    - ถ้าบุคคลใดมีใจปวดร้าวอยู่ด้วยความขุ่นแค้นและโกรธเคืองท่าน  ท่านจะไม่สามารถจูงใจเขาให้คล้อยตามแนวความคิด ของท่านเป็นอันขาด แม้จะใช้หลักตรรกวิทยาที่มีอยู่ทั้งหมดในโลก   พ่อแม่ที่ชอบดุด่า และนายหรือสามีที่ชอบใช้อำนาจ หรือภรรยาที่ชอบจู้จี้ ควรจะรู้ความจริงว่า จากการปฏิบัติดังกล่าว จะไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความต้องการที่จะเปลี่ยนใจ    ท่านและข้าพเจ้าสามารถบังคับบีบคั้นให้บุคคลใดมีความคิดเห็นสอดคล้องกับเราได้ ถ้าเราใช้วิธีสุภาพอ่อนโยนอย่างกันเอง เราจะสามารถ จูงใจเขาเหล่านั้นให้คล้อยตามแนวความคิดของเราได้
    - ลินคอล์น กล่าว "น้ำผึ้งเพียงหยดเดียว จับแมลงวันได้มากกว่าน้ำบอระเพ็ด 1 แกลลอน"  เพราะฉะนั้น ถ้าท่านต้องการจูงใจผู้อื่นให้เห็น ดีเห็นชอบในวัตถุประสงค์ของท่าน  สิ่งแรกที่สุดที่ท่านจะต้องปฏิบัติก็คือ ทำให้เขาเชื่อถือว่าท่านเป็นมิตรสุจริตของเขา ด้วยเหตุนี้เองถ้าท่านจะใช้น้ำผึ้งสักหยดหนึ่งเหยาะลงในหัวใจของอีกฝ่ายหนึ่ง
ให้ชื่นฉ่ำ ซึ่งท่านจะพูดอะไรแก่เขาก็ตาม จะเป็นทางอันล้ำเลิศที่จะดึง เหตุผลของเขาให้หันมาสอดคล้องกับของท่าน
    - ติดต่อฉันมิตร เห็นอกเห็นใจ และ ขอร้องในอาการยกย่อง
    - ความสุภาพอ่อนโยน และไมตรีจิต จะต้องมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าความฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด และการใช้กำลังบังคับเสมอ
        สรุป เมื่อท่านต้องการจูงใจให้ผู้อื่นคล้อยตามแนวความคิดของท่าน   กฎข้อที่ 4 :-
                จงเริ่มต้นด้วยมิตรไมตรี

“If it’s to be, it’s up to me”



“If it’s to be, it’s up to me”

Success 2


ความสำเร็จ

คุณเคยถามตัวเองไหมว่า อะไรคือเป้าหมายของชีวิต? คุณมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?เพื่อใคร? และอย่างไร? การมีเป้าหมายในชีวิต คือ การที่เรามีภาพของความสำเร็จไว้เบื้องหน้า ซึ่งดูคล้ายกับการต่อจิ๊กซอ ที่เราเห็นภาพที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ทีนี้ก็ขึ้นกับวิธีการของแต่ละคนว่าจะทำอย่างไรให้จิ๊กซอแต่ละตัวมาต่อกัน ให้เกิดเป็นภาพนั้นขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่มีภาพหรือไม่มีเป้าหมาย อะไรจะเกิดขึ้น??? บางคนอาจจะคิดว่าฉันก็มีชีวิตของฉันไปเรื่อยๆ ไม่ได้รบกวนใคร ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ฉันก็มีความสุขดี แล้วคุณค่าของคุณจะอยู่ที่ไหน???

การ มีเป้าหมายในชีวิต คือคำตอบว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพื่อใคร และอยู่อย่างไร ชีวิตเปรียบเหมือนกับการเดินทาง และนักเดินทางที่ชาญฉลาด ย่อมมีเป้าหมายในการเดินทางเสมอ เขาจะไม่สูญเสียเวลาข้างทาง เพราะจะทำให้เขาไปถึงจุดหมายช้าลง การเดินทางของชีวิต ไม่ได้ราบเรียบบและสวยงาม เหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในระหว่างทางสิ่งที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ปัญหาและอุปสรรคเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญให้มาเยี่ยมเยียนเรา มาเพื่อทดสอบเรา มาทำให้เราเหนื่อยล้า ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดแรง หมดกำลังใจที่จะเดินต่อไป และทำให้จุดหมายปลายทางนั้นยาวไกลออกไป อะไรคือสิ่งจำเป็นสำหรับนักเดินทางที่จะเอาชนะแขกที่ไม่ได้รับเชิญเหล่านี้ คำตอบคือ ความมุ่งมั่นและความสม่ำเสมอ แม้ว่าเราจะเจอกับอุปสรรคขวากหนามและปัญหามากมาย เป็นมรสุมของชีวิตก็ว่าได้ เราก็สามารถที่จะไปถึงเป้าหมายได้ในที่สุด ซึ่งมันอาจจะล่าช้าไปบ้าง ก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว

หลายคนอาจจะมีประสบการณ์ ในการเดินขึ้นภูเขา เวลาที่เราเดินขึ้นภูเขาเราต้องออกแรงมากเป็นพิเศษเปรียบเทียบได้กับช่วง มรสุมชีวิต และเมื่อเราเดินลงเขาเราแทบจะไม่ได้ออกแรงเลย ทั้งๆ ที่เราก็ต้องแบกภาระเหมือนเดิมอาจจะมากกว่าตอนเดินขึ้นเขาด้วยซ้ำ นั้นเป็นเพราะมรสุมได้ผ่านพ้นไปแล้ว ชีวิตของคนเราย่อมมีขึ้นและมีลงเช่นเดียวกับการเดินเขา แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จากการเดินคือระยะทางที่เพิ่มขึ้น และแน่นอนว่าเราต้องเดินขึ้นเดินลงจนกว่าจะไปถึงเป้าหมาย ขอให้เรามีความมุ่งมั่นและความสม่ำเสมอไว้ในใจ จุดหมายนั้นก็จะใกล้เพียงปลายตา

การพักผ่อนเป็นสิ่งจำ เป็นสำหรับการเดินทาง เราไม่สามารถเดินโดยไม่พักไม่ได้ การพักผ่อนเหมือนกับการชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็ม เป็นการชาร์ตทั้งพลังกายและพลังใจ ในระหว่างทางที่เดินเราพบปะคนมากมาย บางคนก็เดินไปทางเดียวกับเรา บางคนก็เดินสวนทางกับเรา ถ้าการเดินทางของเราเต็มไปด้วยความสนุกสนานและรอยยิ้ม แม้ว่าจะมีอุปสรรคมากมายก็ตาม เราจะเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นเดินตามโดยไม่รู้ตัว บางคนอาจจะยึดเอาคติประจำใจของเราไปใช้ในการดำเนินชีวิต หรือให้เราเป็นแม่แบบ เพราะพวกเขาได้เห็นแล้วว่า ความสำเร็จจะมาอยู่เบื้องหน้าได้อย่างไร? ความมุ่งมั่นและความสม่ำเสมอ
คือหัวใจที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

Success

สูตรสู่ความสำเร็จ



ถ้า

A  B  C  D  E  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  P  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y  Z

ค่าเท่ากับ

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26

แล้วจะพบว่า......

          1) H+A+R+D+W+O+R+K = 8+1+18+4+23+15+18+11 = 98%

HARD WORK  หรือ  ทำงานหนัก  มีค่าเท่ากับ  98 % 

          2) K+N+O+W+L+E+D+G+E  = 11+14+15+23+12+5+4+7+5 = 96%

KNOWLEDGE  หรือ  ความรู้ มีค่าเท่ากับ  96 %

          3) L+O+V+E=12+15+22+5  = 54%

LOVE  หรือ  ความรัก   มีค่าเท่ากับ 54 %

          4) L+U+C+K   = 12+21+3+11   = 47%

LUCK   หรือ   โชค  มีค่าเท่ากับ 47 %

          Q : ไม่มีสิ่งใดที่มีค่า 100 % เลยหรือ !!! แล้วสิ่งใดที่มีค่าเท่ากับ  100 %

          - ใช่เงินหรือเปล่า ?……… .... .....ไม่ใช่ !!!!!

          - ความเป็นผู้นำหรือเปล่า ?………ไม่ใช่ !!!!!

          Q : แล้วอะไรล่ะ ?

          Ans. : A+T+T+I+T+U+D+E = 1+20+20+9+20+21+4+5 = 100%

ATTITUDE   หรือ  ทัศนคติ นั่นเอง ที่มีค่าเท่ากับ 100 %

          ท่านคิดเช่นนั้นหรือไม่ ทุกปัญหามีทางออก . . บางทีแค่เพียงแต่เราเปลี่ยน "ทัศนคติ " ของเราเสียใหม่เท่านั้นเอง มีเพียงแต่ "ทัศนคติ" ของเราเท่านั้น ที่จะเป็นตัวนำทาง ไปสู่ความสำเร็จในชีวิต และงานที่ทำ

          ....ความคิด  &  ทัศนคติ....และสุดท้าย .... การลงมือทำ

ที่มา Forward Mail
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

HAPPY NEW YEAR

 
 
HAPPY NEW YEAR

You Are on the Way
to So Many Wonderful Things
in the Year to Come

Welcome to the New Year! I hope it
will be the happiest you've ever known,
and that it will be a year filled with
dreams come true.
This is such a perfect time to think of
wishes you want to turn into realities
and goals you want to reach. It takes
a lot to set your sights on a distant
horizon and to keep on reaching for
those goals. It takes a lot... of courage
and hard work, believing and achieving,
patience and perseverance, inner
strength and gentle hope. It takes a
lot of giving it your best and doing the
fantastic things you do.
 
- poems by Collin McCarty-
 
 
[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]

 
 
\^O^/ ... Happy New Year... \^O^/
 
I wish u...
A happy January
Lovable February
Marvelous March
Richy April
Enjoyable May
Successful June
Wonderful July
Happy August
Wishes September
Esctatic October
Beautiful November
Happiest December
Have a VICTORIOUS YEAR!!!

[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]-[]
1月13日

น่าคิด...

 
 

Only two things are infinite,
the universe and human stupidity,
and I'm not sure about the former.

Albert Einstein
1879-1955

 

You may fool all the people some of the time, you can even fool some of the people all of the time, but you cannot fool all of the people all the time.
(Abraham Lincoln)

คุณอาจหลอกคนทุกคนได้ในบางเวลา หรืออาจหลอกคนบางคนได้ตลอดเวลา แต่คุณไม่สามารถหลอกคนทุกคนได้ตลอดเวลา

(
อับบราฮัม ลินคอล์น)

1月10日

บ้าน



HOME SWEET HOME

พอกลับมาพักผ่อนที่ "บ้าน" แล้วมันก็มีความรู้สึกนึงขึ้นมาว่า...เรานี้
ก็ไม่ได้กลับบ้านนานแล้วเนาะ กลับมาอีกที หลายๆอย่างเปลี่ยนแปลง
จน แปลกตาไปหมด เด็กๆแถวบ้านก็ตัวโตๆ เป็นหนุ่มเป็นสาว (แหม...สำนวนโบราณจริงตรู) ได้กลับไปเยี่ยมโรงเรียนตอนประถมที่รักโตย แหมๆ รู้สึกยังกะเดินอยู่ในสนามเด็กเล่น ทำไม๊ทำไมทุกอย่างมันดูเล็กกะจิ๊ดริดไปหมด ทั้งๆที่อาคารมันก็เท่าเดิม พี่ยักษ์พี่เสือพี่ยีราฟที่เราชอบปีนเล่นก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ฮ่าฮ่า...แล้วคำตอบมันก็ลอยมาชนพุงกะทิกลมๆของเราอย่างจัง ก็แหม อายุเราน่ะน้อยหยอกซะที่ไหน เศษหนึ่งส่วนสี่ของร้อยปีแล้วนา เด็กๆมันพากันเรียกป้าเป็นแถว (น่าตีจิงเด็กพวกนี้ ชั้นยังเอ๊าะอยู่เลยเฟ้ย)

ส่วนบ้านสวนน่ารักของเรานั้น บรรยากาศยังเป็นสีเขียวที่เรารักเหมือนเดิม แต่ที่แปลกตาไปคือความสูงและความหนาแน่นแน๊นแน่นขนัดของบรรดาต้นไม้ทั้งที่ รู้จักดีอย่างทุเรียนมังคุดเงาะกล้วยมะนาวมะพร้าวพริกไทยมะละกอยอขนุนตะลิง ปิงกระท้อนยางพาราแก้ววาสนามะม่วงไผ่โมกแคระ และที่เพิ่งมารู้ว่ามี ก็เช่น ไก่ฟ้าพญาลอ อันนี้ขอบอกว่าสวยมากเป็นพันธุ์ไม้เลื้อยมีดอกเหมือนน้องไก่เด๊ะเลย ต้นราชาวดี ต้อนนี้ดอกเล็กๆขาวๆกระจายทั่วต้นกลิ่นหอมสุดๆ เศรษฐีพันล้าน อันนี้แม่หวงมากเพราะแค่ชื่อก็กินขาด นางกวัก อันนี้แม่ก็หวงเช่นกัน แล้วยังมีตระกูลบอนสีแปลกที่ชื่อเป็นมงคลอีกเย๊อะแต่จำชื่อไม่ได้ และก็เดฟชนิดต่างๆด้วย โอ๊ยคุณแม่ช่างชอบสรรหาไม้แปลกๆมาแต่งบ้านซะจริง แต่มันสวยมากเลยค่ะ ที่ชอบที่สุดก็คือขนำน้อยที่ปลูกให้โดยหลานตาจากกระบี่ปลูกไว้ตรงดงมังคุด ข้างบ้าน แหมๆบรรยากาศโรแมนติกสุดๆ แต่แอบเคืองหมาน้อยของคุณตาเล็กน้อยเพราะมันชอบแอบปีนขึ้นไปนอนจนขนกระจาย เต็มพื้นที่เยยยยย พูดถึงสัตว์เลี้ยง ที่บ้านมีน้องไก่กุ๊กๆสามสี่ตัว น้องแมวหนึ่งตัวและเจ็ดหมาน้อย หมาน้อยนี้แม่มันชื่อแพนด้า อันนี้ป๊ะป๋าตั้งชื่อให้มันเอง เพราะมันมีขนดำแซมด้วยขาวเป็นหย่อมๆเหมือนหมีแพนด้าตัวเล็กๆเด๊ะเลย ที่มาของมันคือ ไม่รู้ แหะๆเพราะอยู่ๆป๊ะป๋าบอกว่ามันเดินมานอนอยู่หน้าบ้าน ตัวมันยังเล็กมากๆสักเดือนนึงเห็นจะได้ ตุณตาสงสารเลยเลี้ยงมันไว้ ผ่านมาปีนึงมันก็มีลูกหมาน้อยออกมาอีกหกตัว
น่ารักท้างงงงน้านเยยยย แพนด้ามันเป็นหมาน้อยพันธุ์เล็ก ตัวมันเล็กมาก
ไม่ เหมือนหมาน้อยพันธุ์ทางแถวบ้านที่ตัวโตๆทั้งนั้น ไอ้เราก็กลัวหมาขึ้นสมอง พอกลับบ้านปุ๊ปเจอแพนด้ากระโดดตัวลอยมาทักทาย เล่นเอาแทบกรี๊ด แต่พอต้องอยู่กะมัน แพนด้ามันน่ารักมากเลยค่ะ ถึงแม้เราจะไม่เคยกอดมัน (คือแบบว่าความกลัวหมาตั้งแต่เด็กมันฝังใจ) แต่เราก็ให้ข้าวมันกินทู๊กวัน แย่งกับแมวน้อยของคุณตา คือตุณตารักแมวน้อยมาก เลี้ยงมันไว้ทั้งๆที่รู้ว่าหลานแพ้ขนแมว คือพอเรากลับบ้าน คุณตาจะกันไม่ให้แมวมาเพ่นพ่านแถวๆเรา เพราะกลัวเราเตะมันกระเด็น เราไม่ได้โหดขนาดน้าน แต่อารมณ์กลัวแบบเผลอๆ บางทีเราก็แอบเตะแมวน้อยของคุณตาให้ไปไกลๆ สรุปแล้วแมวน้อยกับเจ็ดหมาน้อยก็อยู่ร่วมกันที่บ้านเราอย่างครึกครื้น

อย่าง ที่บอกเราอยู่บ้านสวน ดังนั้นเราจะมีผลไม้กินฟรีตลอดชาติ กินไม่หมดก็ขายบ้างแจกเพื่อนบ้านบ้าง แล้วเรากะพี่สาวก็ชอบไปปีนต้นมังคุดกัน แหะๆ แต่ส่วนมากพี่แอนปีนเราคอยเก็บอยู่ใต้ต้น เหอๆกลัวตกน่ะ เราไม่แน่ใจว่าฤดูมังคุดมันเดือนไหน แต่ธันว่าป๊ะป๋าบอกว่ามันเป็นการออกลูกแบบผิดฤดู โชคดีของเราสิทีนี้ มีมังคุดกินทุกวันเลย ส่วนเงาะกระท้อนทุเรียนน่ะมีแต่ต้นโด่เด่ แต่ร่มเงามันสบ๊ายสบายร่มรื่นสุดๆ ปายก็ปายเห๊อะมาเจอบ้านเราหน่อยเป็นไง ฮ่าฮ่า ชิดซ้ายแน่นอน หุุหุหุ

ปีนี้ที่บ้านเราเป็นปีใหม่ที่มากะฝน เพราะฝนตกแทบทุกวัน แต่เราชอบเพราะอากาศดีมากเย็นสบายยังกะอยู่บนยอดดอย (อ๊ะ จิงๆนะไม่ได้โม้เยย) ไปเที่ยวตระเวณมาแทบทุกทวีป แต่ไม่มีที่ไหนสบายเหมือนบ้านเราเลยจริงๆ นี่แหละ HOME SWEET HOME ของแท้...